
ย้อนรอยปมข้าวหาย
กลายมาเป็นประเด็นใหญ่อีกครั้งกับปมข้าวหายจากสต๊อกรัฐบาล หลังมีกระแสข่าวเล็ดลอดจากคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำที่มี กุลิศ สมบัติศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ว่า มีข้าวหายจากสต๊อก 2.98 ล้านตัน “จริง”
กลายมาเป็นประเด็นใหญ่อีกครั้งกับปมข้าวหายจากสต๊อกรัฐบาล หลังมีกระแสข่าวเล็ดลอดจากคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำที่มี กุลิศ สมบัติศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ว่า มีข้าวหายจากสต๊อก 2.98 ล้านตัน “จริง”
“ผมไม่รู้ว่าข่าวนี้มาจากไหน แต่ที่แน่ๆ เราไม่มีทางรู้ได้ข้าวสารหายไปจากสต๊อกหรือไม่ จนกว่าจะมีการตรวจนับข้าวเป็นรายโกดัง และต้องเทียบข้อมูลที่องค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ส่งมากับตัวเลขที่นับจริงว่าตรงกันหรือไม่” แหล่งข่าวจากคณะทำงานปิดโครงการฯ ให้สัมภาษณ์
ย้อนหลังกลับไปเมื่อเกือบ 1 ปีก่อน หรือในช่วงกลางเดือน เม.ย. 2556 สุภา ปิยะจิตติ อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง และประธานอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวในขณะนั้น เผยว่า การปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว 3 ฤดูกาล คือ นาปี 2554/2555 นาปรัง 2555 และนาปี 2555/2556 ณ วันที่ 31 ม.ค.2556 พบว่ามีผลขาดทุน 2.2 แสนล้านบาท
อนุกรรมการฯ ยังพบว่ามีข้าวสารหายไปจากสต๊อกรัฐบาลในปริมาณ 2.977 ล้านตัน
“อคส.และ อ.ต.ก.ได้ขอเพิ่มตัวเลขสินค้าข้าวคงเหลือเข้ามาอีก 2.9 ล้านตัน จากเดิมที่มีการลงบัญชีสต๊อกข้าว 1.7 ล้านตัน ซึ่งเรามองว่ามันเพิ่มขึ้นได้อย่างไร” สุภา ให้สัมภาษณ์ในช่วงกลางเดือน พ.ค. 2556
แม้ว่าเวลาจะผ่านมา 1 ปีให้หลัง วันนี้ (27 พ.ค.) สุภาก็ยังยืนยันเหมือนเดิมว่า “ในเมื่อของมันไม่มี แล้วจะให้ลงบัญชีว่ามีของ เราก็ทำให้ไม่ได้ แต่ถ้าจะอยากรู้ข้อมูลทั้งหมดต้องไปถามกุลิศ”
ต้องยอมรับว่าผลการขาดทุนโครงการรับจำนำข้าวที่สูงลิบและปมข้าวหายเป็นประเด็นที่ทำให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่สบายใจเป็นอย่างมาก กระทั่ง ยิ่งลักษณ์ ลงนามแต่งตั้ง วราเทพ รัตนากร อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้ามาตรวจสอบผลการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว
วราเทพใช้เวลา 1 สัปดาห์เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล รวมทั้ง สุภา ก่อนแถลงข่าวในวันที่ 18 มิ.ย. 2556 ว่า โครงการรับจำนำข้าวมีผลการขาดทุน 1.36 แสนล้านบาท ไม่ได้สูงถึง 2.2 แสนล้านบาท แต่เป็นการสรุปตัวเลข ณ วันที่ 30 ก.ย. 2555
แต่ทว่าในการแถลงข่าวครั้งนั้น วราเทพทิ้งปมกรณีข้าวหาย 2.9 ล้านตัน ว่า “ณ วันที่ 31 ม.ค. 2556 พบว่าโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี 2555/2556 มีข้าวเปลือกเข้าโครงการ 9.9 ล้านตัน และได้ทำการสีแปร 7 ล้านตัน หรือคิดเป็นข้าวสาร 4.2 ล้านตัน แต่ปรากฏว่ามีการส่งมอบข้าวสารเข้าโกดังกลาง 1.7 ล้านตัน จึงเหลือข้าวสารที่ยังไม่ส่งมอบ 2.6 ล้านตัน”
ข้อมูลที่สอดรับกันของวราเทพและสุภา จึงสรุปได้ว่ามีส่งมอบข้าวสารเข้าโกดังกลางไม่ครบตามจำนวน ทั้งที่ตามหลักเกณฑ์การส่งมอบข้าวสารกำหนดให้โรงสีต้องส่งมอบข้าวสารเข้าโกดังภายใน 7 วัน นับแต่วันที่โรงสีได้รับข้าวเปลือกจากชาวนา
แต่เป็นไปได้อย่างไรที่การปิดบัญชี ณ วันที่ 31 ม.ค. 2556 และแถลงผลการตรวจสอบข้าวสารในโกดังเมื่อกลางเดือน มิ.ย. 2556 หรือผ่านมาแล้ว 5 เดือน กลับยังไม่มีการส่งมอบข้าวสาร 2.6 ล้านตันเข้าโกดัง
ต่อมากระทรวงพาณิชย์ออกมาตอบโต้ว่า “ข้าวไม่ได้หาย แต่เป็นข้าวที่ค้างอยู่ในสต๊อก ซึ่งไม่ได้รายงานให้คณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ ทราบ” จากนั้น นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ สั่งการให้มีการตรวจสอบสต๊อกข้าว
“มั่นใจว่าข้าวไม่ได้หายแน่นอน” นิวัฒน์ธำรงให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2556 และยืนยันมาตลอดว่าข้าวไม่ได้หาย แม้จะถูกนักวิชาการและ สส.พรรคประชาธิปัตย์โจมตีในกรณีข้าวหาย 2.53 ล้านตัน
“ผมมั่นใจว่าข้าวสารที่หายไปบางส่วนถูกเบิกไปทำเป็นข้าวถุงราคาถูก แต่ไม่ได้ทำจริง ข้าวบางส่วนมีการแอบนำไปขาย บางส่วนเป็นสต๊อกข้าวลม ซึ่งตอนนี้รัฐบาลยิ่งลักษณ์น่าจะเคลียร์ตัวเลขทางบัญชีเสร็จแล้ว และตอนนี้มีการส่งสัญญาณให้คนที่เอาข้าวออกไปมาคืนแล้ว เพื่อให้จำนวนครบตามบัญชี” นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต สส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ระบุ
ล่าสุด ชนุตร์ปกรณ์ วงศ์สีนิล ผู้อำนวยการ อคส. ระบุว่า ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบปริมาณสต๊อกข้าวสารของรัฐบาล โดยยืนยันว่าข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาลไม่ได้หาย เพียงแต่ส่งมอบล่าช้าเท่านั้น
“อคส.เคยทำหนังสือชี้แจงต่อคณะอนุกรรมการปิดบัญชีเมื่อเดือน มิ.ย.ปีที่แล้ว แต่อาจจะเป็นความเข้าใจผิดและคลาดเคลื่อน เพราะอยู่ระหว่างการสีแปรและส่งมอบ อีกทั้งการที่มีข้าวเปลือกมากจึงต้องมีการรอคิวสีแปร ข้าวไม่ได้หายไปไหน” ชนุตร์ปกรณ์ กล่าว
ขณะที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ความสนใจปมข้าวหายมาก เพราะข้าวสาร 3 ล้านตัน ถ้าตีเป็นมูลค่าก็ไม่ต่ำกว่า 4-5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นเม็ดเงินมหาศาล







