
ประพัฒน์ รัฐเลิศกานต์ ผู้บริหาร PCA ที่เน้นความแตกต่าง
“ประพัฒน์ รัฐเลิศกานต์” กรรมการผู้อำนวยการและหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แพลนเน็ต คอมมิวนิเคชั่น เอเชีย (PCA) บริษัทที่เตรียมนำเสนอขายหุ้นให้ประชาชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) จำนวน 75 ล้านหุ้น และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ ประมาณปลายเดือน มิ.ย.นี้
“ประพัฒน์ รัฐเลิศกานต์” กรรมการผู้อำนวยการและหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แพลนเน็ต คอมมิวนิเคชั่น เอเชีย (PCA) บริษัทที่เตรียมนำเสนอขายหุ้นให้ประชาชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) จำนวน 75 ล้านหุ้น และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ ประมาณปลายเดือน มิ.ย.นี้
แม้จะเรียนมาทางด้านเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจที่มหาวิทยาลัยฟิลิปส์ สหรัฐ แต่โชคชะตาชีวิตได้ทำงานที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศตั้งแต่เริ่มต้นชีวิตการทำงานจนถึงปัจจุบัน เพราะมีความชื่นชอบ
เมื่อเรียนจบมาเริ่มทำงานแรกที่ บริษัท 3 เอ็ม ประเทศไทย เขาได้รับมอบหมายให้ไปดูแลสินค้าที่หลากหลาย มีนวัตกรรมใหม่ๆ มาให้เขาหาวิธีหรือช่องทางการขายและได้รับตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขาย ที่เป็นจุดเริ่มต้นทำให้เขายอมรับเรื่องการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติ เพราะวัฒนธรรมขององค์กรได้หล่อหลอมให้พนักงานรับมือการเปลี่ยนแปลงและท้าทายกับสิ่งใหม่ที่เข้ามาตลอดเวลา
ทำงานได้ 7 ปี ก็ถูกชวนให้มาทำงานที่ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น (SAMART) ช่วงที่ธุรกิจต้องมีการขยายและพัฒนามากเพื่อที่จะเตรียมตัวเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และผ่านไป 2 ปี เขามองว่าควรมาตั้งต้นทำธุรกิจของตัวเองด้วยการเปิดบริษัท PCA นี้ ด้วยวัย 37 ปี
“จาก 3 เอ็ม ต้องยอมรับว่าทำให้เป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ กล้าที่จะพัฒนาขายสินค้าไฮเทคใหม่ๆ ทำให้รู้ว่าโลกสินค้าไอทีไม่เคยมีการหยุดนิ่ง มีสิ่งใหม่มาท้าทายความสามารถของเราเสมอ ขณะที่ SAMART ทำให้เขาได้เรียนรู้ระบบการคิดที่รวดเร็วทำเร็ว จนกล้าที่จะมาเปิดบริษัททำตลาดในสิ่งที่ยังเห็นช่องทางการขายได้หลายโอกาสและผลิตภัณฑ์ โดยจะไม่ไปทำสิ่งที่ทำซ้อนกับลูกค้า และหลายครั้งเราก็ทำให้คู่แข่งเป็นคู่ค้าของเราไปด้วย” ประพัฒน์ เล่า
PCA เริ่มต้นมีพนักงานเพียง 4 คน ในการเป็นตัวแทนขายอุปกรณ์สถานีดาวเทียมขนาดย่อม โดยเริ่มโดยจากการขายให้กับบริษัท ไทยคม (THCOM) เพราะด้วยพนักงานที่มีจำนวนไม่มากทำให้บริษัทมีกำไรตั้งแต่ปีแรก จากนั้นบริษัทก็เพิ่มความหลากหลายของสินค้าด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบการสื่อสารโครงข่ายสัญญาณ ธุรกิจมัลติมีเดีย เช่น การจำหน่ายอุปกรณ์สถานีดาวเทียมภาคพื้นดินให้กับสถานีโทรทัศน์ต่างๆ ทั้งในประเทศและภูมิภาคอาเซียน เครื่องตัดสัญญาณวัตถุระเบิดที่ใช้ในหน่วยงานราชการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และล่าสุดธุรกิจบรอดคาสต์กับการผลิตกล่อง Set Top Box รองรับการเปลี่ยนแปลงระบบสัญญาณโทรทัศน์จากระบบอะนาล็อกเป็นดิจิทัล
“ประพัฒน์” บอกว่าหลักการทำงานของเขาคือ พยายามหาช่องทางการจำหน่าย หาผลิตภัณฑ์ใหม่เข้ามาเสริมตลอดเวลา เพราะต้องการเป็นผู้นำก่อนคนอื่นหนึ่งก้าวเสมอ ดังนั้นจำเป็นต้องหาสินค้าที่มีนวัตกรรมใหม่เข้ามาเสริมเสมอ แม้ทำให้เข้าตลาดยาก แต่ทำให้ไม่ต้องเข้าไปสู่การแข่งขันที่สูง
จนปัจจุบันถือว่าเขามีผลิตภัณฑ์ที่สามารถขายได้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่งถือว่าช่วยบริหารความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี เพราะหากมีความเสี่ยงด้านใดด้านหนึ่งบริษัทก็ยังสามารถลดความเสี่ยงจากรายได้อีกส่วนได้ บริษัทมีสัดส่วนรายได้เป็นธุรกิจตัวแทนจำหน่าย 80% และสินค้าภายใต้แบรนด์ของบริษัทและธุรกิจการบริการ 20% โดยอนาคตจะพยายามให้สองอย่างมีสัดส่วนเท่ากัน
อย่างไรก็ดี บริษัทยังมีการพัฒนาสินค้าด้วยทีมงานบุคลากรของเขาเอง โดยให้ความสำคัญกับการมีทีมวิจัยและพัฒนางานมาตั้งแต่ตั้งบริษัทมาตั้งแต่ 20 ปีที่ผ่านมา เพราะคิดว่าความรู้คืออำนาจและจะเป็นตัวแปรที่ทำให้บริษัทมีความแตกต่างจากรายอื่นๆ เพราะมีการพัฒนาสินค้า ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนพนักงานทั้งหมด 150 คน โดย 60 คน เป็นวิศวกรขององค์กรเป็นส่วนใหญ่ในปัจจุบัน
นอกจากนั้น บริษัทพยายามกระจายสินค้าไปสู่ระดับผู้บริโภคแมสมากขึ้น เห็นจากที่เริ่มพัฒนาและเข้าสู่การผลิต Set Top Box ซึ่งรายอื่นอาจจะเป็นการสั่งซื้ออุปกรณ์กล่องมาจากจีนโดยตรง แต่ของ PCA จะแค่สั่งอุปกรณ์เพียงบางส่วนและมีการพัฒนาและมาประกอบเองที่ไทย
“ประพัฒน์” ต้องการพาบริษัทไปสู่บริษัทมหาชน ซึ่งเป็นแผนงานที่เขาตั้งใจจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อยู่แล้วเพื่อขยายการเติบโต ทั้งส่งเสริมภาพลักษณ์ให้เป็นบริษัทที่มีระบบการตรวจสอบที่ดี ประกอบกับต้องการให้พนักงานรู้สึกเป็นเจ้าของบริษัทด้วยเช่นกัน เพราะหุ้นไอพีโอที่ขายทั้งหมด 75 ล้านหุ้น จะแบ่งเป็น 5 ล้านหุ้นสำหรับให้พนักงานบริษัท และอีก 70 ล้านหุ้นให้ประชาชนทั่วไป
ในวัย 55 ปี เขาใช้เวลาว่างออกรอบตีกอล์ฟกับเพื่อนๆ แต่หน้าที่หลักๆ คือคอยดูแลลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนวัย 17 ปี ที่เตรียมตัวไปเรียนต่อด้านเศรษฐศาสตร์เหมือนคุณพ่อที่อังกฤษ







