posttoday
Biz Monitor

Biz Monitor

28 พฤษภาคม 2557

ส.ขอนแก่นฟู้ดส์ปั้นแบรนด์ ‘มูชิ’ รุกนอก

ส.ขอนแก่นฟู้ดส์ปั้นแบรนด์ ‘มูชิ’ รุกนอก

‘ส.ขอนแก่นฟู้ดส์’ ประกาศแผนเดินหน้าปั้นกลุ่มธุรกิจอาหารขบเคี้ยวแจ้งเกิด ลุยปั้นผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเนื้อหมูและไก่ภายใต้แบรนด์ ‘มูชิ’ รุกตลาดเจาะลูกค้ากลุ่มนักศึกษาและวัยเริ่มต้นทำงาน ทุ่มงบ 20 ล้านบาท สร้างการรับรู้สินค้าและกระตุ้นให้เกิดการซื้อสินค้าผ่านภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ พร้อมเล็งออกสินค้าใช้เนื้อไก่เป็นวัตถุดิบ ภายใต้มาตรฐานสินค้า ฮาลาล หวังเป็นหัวหอกเจาะตลาดอาหารขบเคี้ยวในตลาดอาเซียน ตะวันออกกลางและยุโรป

นายไพรสารต์ โสภาจิตต์วัฒนะ ผู้อำนวยการสำนักการตลาด 1 บริษัท ส.ขอนแก่นฟู้ดส์ เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทมุ่งให้ความสำคัญกับการผลักดันกลุ่มธุรกิจอาหารขนมขบเคี้ยวให้เติบโตเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นตลาดที่ยังไม่มีคู่แข่งรายใดทำตลาดมาก่อน โดยจะเร่งพัฒนานวัตกรรมสินค้าใหม่ๆ และเตรียมวางจำหน่ายสินค้าแบรนด์ “มูชิ” ที่วางตำแหน่งสินค้าเป็นผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปที่ทำจากเนื้อหมูที่ใช้กระบวนการทอด เจาะกลุ่มเป้าหมายกลุ่มลูกค้าที่เป็นนิสิตนักศึกษาจนถึงวัยเริ่มต้นทำงาน เริ่มวางตลาด 2 รสชาติ ได้แก่ รสฮอตแอนด์สไปซีและรสคลาสสิกขนาด 16 กรัม ราคา 20 บาท โดยมีบริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) เป็นผู้รับผิดชอบกระจายสินค้า และเตรียมใช้งบทำตลาด 20 ล้านบาท เพื่อสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก จากนั้นมีแผนออกผลิตภัณฑ์ “มูชิ” ที่ใช้วัตถุดิบจากเนื้อไก่ภายใต้มาตรฐานสินค้าฮาลาล ในไตรมาส 34 ปีนี้เพื่อใช้เป็นสินค้าเจาะกลุ่มลูกค้ามุสลิม ประเทศในตะวันออกกลาง อาเซียน และยุโรป

เอสจีเอสปักธงลุยเพื่อนบ้านรับเออีซี

นายจิโรจ ณ นคร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสจีเอส (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า บริษัทได้ลงทุนขยายธุรกิจไปยังประเทศลาวและกัมพูชา ส่งผลให้ปัจจุบันมีสาขาครอบคลุมทั้ง 10 ประเทศในอาเซียน และปัจจุบันมีรายได้จากประเทศลาวและกัมพูชา ประมาณ 10% ของรายได้รวม 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย ลาว กัมพูชา แต่คาดว่าในอีก 5 ปี รายได้จากประเทศเพื่อนบ้านรวมกันจะมีสัดส่วนเพิ่มเป็น 30% โดยในประเทศลาวได้ตั้งสำนักงานตัวแทนเมื่อปี 2555 เน้นลูกค้าอุตสาหกรรมเหมืองแร่และการค้าไฟฟ้า ขณะที่ในกัมพูชาเข้าไปดำเนินธุรกิจเมื่อต้นปี 2557 กลุ่มเป้าหมายหลักโรงงานในกิจการสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และอยู่ระหว่างสร้างห้องปฏิบัติการ (ห้องแล็บ) ในกรุงพนมเปญ กัมพูชา โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในเดือน มิ.ย.นี้


เตือนภัยซอฟต์แวร์เถื่อนล้วงข้อมูล

ผลสำรวจล่าสุดจากสวนดุสิตโพล ร่วมกับไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ชาวไทยมีความรู้ในการตรวจสอบซอฟต์แวร์เถื่อนอยู่ในระดับต่ำ โดยร้อยละ 55.67 ของกลุ่มตัวอย่าง ไม่ทราบวิธีการตรวจสอบซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งน่าเป็นห่วงเนื่องจากเป็นการเปิดโอกาสให้เหล่าอาชญากรใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ของระบบความปลอดภัย และมัลแวร์ที่มักจะมากับซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ เพื่อขโมยข้อมูลในเครื่อง หรือดักจับรหัสการใช้งาน เพื่อแอบอ้างเข้าทำธุรกรรมออนไลน์ทางการเงินสร้างความเสียหายต่อทั้งผู้ใช้งานทั่วไป และองค์กรธุรกิจ

ผลการสำรวจดังกล่าวมีชื่อว่า “ทัศนคติ และความรู้ความเข้าใจในการตรวจสอบซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ ของผู้ใช้งานชาวไทย” โดยกลุ่มตัวอย่างมีทั้งผู้ที่กำลังจะซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ หรือ โน้ตบุ๊กเครื่องแรก และกำลังจะเปลี่ยนเครื่องใหม่ โดยในภาพรวม กลุ่มตัวอย่างจำนวนเพียงไม่ถึงครึ่ง (ร้อยละ 44.33) ที่ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวเป็น เช่น ดูออกว่ากล่องของซีดีหรือ ดีวีดีต้องมีการแพ็คซีลมาอย่างเรียบร้อย มีฉลากรับรองผลิตภัณฑ์ ตัวหนังสือบนกล่องสะกดถูกต้อง ไม่ใช่เป็นซองพลาสติกใสวางขายตามแหล่งน่าสงสัย แต่เมื่อแยกตามกลุ่มอาชีพแล้ว พบว่า กลุ่มที่น่าเป็นห่วงคือกลุ่มนักเรียนและนักศึกษา ซึ่งกลับเป็นกลุ่มที่มีความรู้ความเข้าใจในการตรวจสอบซอฟต์แวร์น้อยที่สุดเพียงร้อยละ 30.86 เท่านั้น ต่ำกว่ากลุ่มอาชีพค้าขายซึ่งมีจำนวนร้อยละ 37.93 ส่วนพนักงานบริษัทที่ตรวจสอบเป็นมีจำนวนร้อยละ 51.56

ในยุคสมัยที่หลายคนใช้ชีวิตออนไลน์ และ ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางการติดต่อ ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ในหลายๆ ครั้ง มีการเก็บข้อมูลส่วนตัว เช่น ภาพถ่าย คลิปวิดีโอ เอกสารสำคญต่างๆ ไว้ในเครื่อง หรือบางคนเก็บไว้กับบริการรับฝากไฟล์ออนไลน์ (Cloud) การปกป้องความเป็นส่วนตัวนั้น นับเป็นเรื่องสำคัญ เพราะว่าหากมีการลักลอบเข้าระบบ ผู้ไม่หวังดีสามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้ ระบบความปลอดภัยของเครื่องที่ใช้ซอฟต์แวร์เถื่อนนั้น จะถูกจำกัดลงอย่างมากเนื่องจากซอฟต์แวร์เถื่อน มักจะมีมัลแวร์ติดมาด้วย และในเมืองไทยเอง เครื่องที่ใช้งานซอฟต์แวร์เถื่อนนั้นติดมัลแวร์มากถึงร้อยละ 84*

“ผู้ใช้งานต้องมองเรื่องความปลอดภัยให้รอบด้าน เพราะว่าโลกทุกวันนี้เชื่อมต่อถึงกันหมดด้วยเครือข่าย ซึ่งเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มหาศาล แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีกลุ่มผู้ที่จ้องจะใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ของระบบความปลอดภัยในซอฟต์แวร์เถื่อน เพื่อเข้าถึงและนำข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานไปใช้ประโยชน์ ซึ่งสามารถสร้างความเสียหายได้มากทีเดียว เพราะว่าหลายคนยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญของข้อมูลส่วนบุคคลในแง่สิทธิในความเป็นส่วนตัว และไม่ได้มองว่าข้อมูลส่วนตัวนั้น เป็นสิ่งที่ต้องได้รับการปกป้องเช่นเดียวกับสินทรัพย์อื่นๆ จึงประมาทในการใช้งาน ซึ่งเมื่อตกเป็นเหยื่อแล้ว ความเสียหายอาจจะไม่ใช่เพียงแค่เรื่องเงินหรือมูลค่าทางทรัพย์สินเท่านั้น แต่บางครั้งอาจทำให้เสียชื่อเสียงด้วย ซึ่งไม่สามารถเรียกกลับคืนได้เลย” ดร.นคร เสรีรักษ์ ผู้ก่อตั้ง Privacy Thailand ที่ปรึกษานโยบาย เครือข่ายพลเมืองเน็ต และ นักวิชาการอิสระด้าน Freedom of Information and Privacy Protection กล่าว


นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 73 ทราบดีว่าซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์มักจะมีมัลแวร์ ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ไม่ประสงค์ดี รวมถึงอาชญากรคอมพิวเตอร์เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวที่เก็บไว้ได้ ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ คลิปวิดีโอ หรือไฟล์เอกสารสำคัญ อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มตัวอย่างอีกจำนวนหนึ่งยอมเสี่ยงที่จะเจอเหตุการณ์ดังกล่าว โดยแลกกับความสะดวกเพียงเล็กน้อย โดยร้อยละ 25.28 ให้เหตุผลว่าซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์หาซื้อได้ง่ายกว่า และมีกลุ่มตัวอย่างอายุ 2630 ปี จำนวนถึง 1 ใน 4 ที่ตอบว่าเมื่อซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์เปล่าต้องการให้พนักงานลงโปรแกรมให้เลยเพื่อความสะดวกสบาย ซึ่งเป็นการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่า ตนกำลังปล่อยให้เครื่องโดนติดตั้งซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์โดยไม่ได้ตั้งใจ และอาจนำภัยมาสู่ตัวเองได้โดยไม่รู้

“ด้วยวิสัยทัศน์ ‘We Make 70 Million Lives Better’ ของเรา ไมโครซอฟท์มุ่งมั่นในการปกป้องและให้ความรู้แก่ผู้บริโภคเพื่อให้ระวังตัวจากการดาวน์โหลดหรือซื้อซอฟต์แวร์เถื่อน เพราะว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ติดมัลแวร์ และนำไปสู่การขโมยข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลสูญหาย และระบบล่มได้ ตัวเลขการสำรวจดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคชาวไทยส่วนใหญ่ มีความเข้าใจถึงอันตรายอยู่บ้าง แต่ยังยอมเสี่ยงโดยแลกกับความสะดวกสบายในการหาซื้อ และคิดว่าอันตรายเหล่านั้นจะไม่เกิดกับตัวเอง แต่ในฐานะที่เราเป็นผู้จัดตั้งศูนย์ป้องกันภัยจากอาชญากรรมไซเบอร์ ของไมโครซอฟท์ หรือ Microsoft Cybercrime Center ขึ้นมา เราสามารถบอกได้ว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการโจมตีโดยอาชญากรไซเบอร์ โดยอาศัยช่องโหว่ของซอฟต์แวร์เถื่อนสูงมาก” นายฮาเรซ คูบจันดานิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว


กลุ่มตัวอย่างจำนวนร้อยละ 31.03 ระบุว่า การแก้ปัญหาการใช้งานซอฟต์แวร์เถื่อนนั้น ควรจะแก้ด้วยการให้ข้อมูลและปลูกจิตสำนึก เพื่อทำให้ผู้ใช้งานมีความรู้ความเข้าใจเพิ่มมากขึ้น และร้อยละ 27.49 ระบุว่าควรจะทำให้ซอฟต์แวร์ถูกลิขสิทธิ์มีวางจำหน่ายกว้างขวาง และหาซื้อง่ายกว่านี้ ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางของไมโครซอฟท์ในการทำให้ผู้บริโภคสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี ได้อย่างปลอดภัยที่สุด และเข้าถึงสินค้าลิขสิทธิ์ได้ง่าย โดยปัจจุบันไมโครซอฟท์มีบริการ Office 365 ซึ่งผู้ใช้งานสามารถดาวน์โหลดชุดโปรแกรม Microsoft Office จากไมโครซอฟท์มาใช้งานและชำระเงินผ่านหน้าเว็บได้เลย และยังเลือกชำระเป็นรายปี หรือรายเดือน เพื่อทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในช่วงที่ไม่จำเป็นต้องใช้งานอีกด้วย และเมื่อผู้ใช้งานใช้ซอฟต์แวร์ของแท้ ก็สามารถมั่นใจได้ว่า จะไม่มีความเสี่ยงที่จะติดมัลแวร์ที่มักจะมากับซอฟต์แวร์เถื่อนแน่นอน

ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้งานทั่วไป ธุรกิจรายย่อย สถานประกอบการ หรือองค์กรของรัฐบาล ทั้งหมดนี้ควรจะเลือกซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่จากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้ซอฟต์แวร์ของเพื่อหลีกเลี่ยงมัลแวร์ ที่นำไปสู่อันตรายในการใช้งาน โดยลูกค้าควรเข้าไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมัลแวร์ที่http://www.microsoft.com/security เพื่อให้มั่นใจว่าคอมพิวเตอร์ของตนไม่ติดมัลแวร์ และหากพบว่าเครื่องของ

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ