
แดงทำเศรษฐกิจเสียหาย 3 แสนล้านบาท
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่าผลกระทบความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ได้สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจเพิ่มเป็น 1.53 แสนล้านบาท เพิ่มจากเดิมที่ประเมินความเสียหายที่ 9 หมื่นล้านบาท1.4 แสนล้านบาท เนื่องจากความขัดแย้งมีความรุนแรงกว่าที่คาดไว้ มีการเผาอาคาร สถานที่สำคัญและมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก โดยภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากสุด ได้แก่ การท่องเที่ยว รองลงมาเป็นการบริโภคภาคประชาชนและการลงทุน
“ขณะนี้มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยกำลังทำผลสำรวจความคิดเห็นจากสมาชิกหอการค้าเพื่อประเมินความเสียหาย และจะประกาศผลสำรวจความเสียหายเป็นทางการวันที่ 27 พ.ค.นี้ แต่เชื่อว่าผลกระทบครั้งนี้จะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยต่อเนื่องไปอีก 6 เดือน และกว่าเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นก็ต้องรอถึงเดือน พ.ย.นี้ ส่วนการกระตุ้นเศรษฐกิจ คงต้องหวังพึ่งการส่งออก และการลงทุนจากภาครัฐผ่านงบประมาณไทยเข้มแข็งเป็นหลัก”นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง กล่าวว่า ในวันที่ 24 พ.ค. 2553 จะแจ้งการผ่อนคลายกฎเกณฑ์ในการจัดตั้งสำนักงานสาขาภูมิภาค (ROH) ในประเทศไทย ให้นักลงทุนต่างประเทศและไทยได้รับทราบ โดยจะเสนอให้คณะรัฐมนตรีเห็นขอบในวันที่ 25 พ.ค. 2553 ซึ่งการผ่อนผันครั้งนี้จะมีผลบังคับวันที่ 1 มิ.ย. 2553
สำหรับมาตรการสนับสนุน อาทิ การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับนักลงทุนที่จัดตั้งสำนักงานภูมิภาคในไทยให้เหลือ 0% เป็นเวลา 15 ปี จากเดิมที่เรียกเก็บภาษี 10% ขณะที่ในส่วนของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในสำนักงานสาขาภูมิภาค จะขยายเวลาในการเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตรา 10% จากเดิม 4 ปีเป็น 8 ปี และให้ยกเว้นหลักเกณฑ์ที่เคยกำหนดให้การตั้งสำนักงานสาขาภูมิภาคในไทยจะต้องจัดตั้งสาขาในภูมิภาคมาแล้ว 3 สาขาในปีแรก โดยให้ขยายเวลาเป็นการตั้งสำนักงานสาขาในภูมิภาค 3 สาขาในเวลา 5 ปี ซึ่งการจัดตั้งสำนักงานสาขาในภูมิภาคต้องมีทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 10 ล้านบาท
“
ผมคิดว่านักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนอยู่ในไทย และที่คิดจะย้ายฐานมาลงทุนในประเทศไทย ช็อคกับเหตุการชุมนุมประท้วงที่เกิดขึ้น และมีคำถามว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป รัฐบาลจะทำอะไรต่อ ซึ่งผมคิดว่าเป็นช่วงจังหวะที่เหมาะที่จะใช้มาตรการลดภาษีดึงนัดลงทุนต่างประเทศกลับมาทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางภูมิภาคอีกครั้ง ซึ่งมาตรการต่างๆ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบในมาตรการต่างๆ หมดแล้ว” นายประดิษฐ์ กล่าวรมช.คลัง กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยต้องพึ่งพาการส่งออก ซึ่งมีสัดส่วนถึง 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ประเทศไทยต้องพึ่งพานักลงทุนต่างประเทศ ไม่เช่นนั้นมูลค่าทางเศรษฐกิจของไทยจะลดลงเรื่อยๆ และจะทำให้เศรษฐกิจไทยมีปัญหา หากไทยไม่เร่งมาตรการที่จะดึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทย ซึ่งมาตรการลดภาษีครั้งนี้ ถือว่าดีกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้
นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พนธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การผ่อนคลายกฎเกณฑ์ในการจัดตั้งสำนักงานสาขาภูมิภาค (ROH) จะได้ทั้งนั้ลงทุนต่างประเทศ และนักลงทุนไทย มีมีการตั้งสำนักงานในประเทศไทย และมีการตั้งสาขาในต่างประเทศไม่น้อยกว่า 3 ประเทศ มีผู้เชี่ยวชาญปฏิบัติการจำนวนหนึ่ง ถ้าเข้าเกณฑ์ดังกล่าวไม่ว่าบริษัทต่างชาติหรือบริษัทไทยก็ได้รับสิทธิเหมือนกัน
นายสถิตย์ กล่าววว่า เศรษฐกิจไตรมาส 1 จะขยายตัวไม่น้อยกว่า 9% เนื่องจากการส่งออกขยายตัวได้ต่อเนื่อง การนำเข้าวัตถุดิบ สินค้าเครื่องจักร ขยายตัวได้ดี แต่การชุมนุมจะส่งผลกระทบกับการท่องเที่ยวและการชะลอการลงทุนเท่านั้น ซึ่ง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จะกระทับกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 0.5% หรือ 5 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อสถานการณ์จบลงแล้ว และมีมาตรการฟื้นฟู และเยียวยาได้อย่างรวดเร็วจะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไม่มาก ส่วนการขยายตัวเศรษฐกิจไตรมาส 2 จะขยายตัวต่ำกว่าไตรมาส1 หรือไม่ ต้องประเมินตัวเลขความเสียที่เกิดจากการชุมนุมอีกครั้ง







