
มุมมองการลงทุนตลาดหุ้นไทยหลังมีรัฐประหาร
ขณะที่ผมกำลังเขียนบทความฉบับนี้ เป็นเวลา 5 วันภายหลังการทำรัฐประหารครั้งที่ 13 ของประเทศไทย “รัฐประหาร” หมายถึง “การเปลี่ยนแปลงผู้ปกครองรัฐ หรือรัฐบาลโดยเฉียบพลันด้วยกำลัง ความรุนแรง โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนระบอบการปกครอง” (ที่มา Wikipedia) เป้าหมายของการรัฐประหารครั้งที่ 13 ที่เกิดขึ้นมีสาเหตุสำคัญ 2 เรื่อง เรื่องหนึ่งคือความแตกแยกของคนในชาติ ขณะที่อีกเรื่องคือการพาประเทศไทยเดินไปข้างหน้า หลังจาก “หยุดอยู่กับที่” มานานกว่า 6 เดือน หากถามว่ามุมมองต่อภาวะการลงทุนจะเป็นอย่างไรหลังจากนี้ ผมมองว่าขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ และระยะเวลาที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติใช้ในการทำงาน เพื่อเข้าสู่การเลือกตั้งและนำประเทศเข้าสู่ภาวะ “ปกติ” นอกจากนี้ ยังต้องจับตาดูในเรื่องของ “ปฏิกิริยาตอบสนอง” ด้วยเช่นกัน ผู้เขียนคาดหวังว่าหลังจากนี้จะได้เห็นกระบวนการหา “จุดร่วม” ของสังคมไทย หาทางออกที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ แม้จะไม่ได้ดั่งใจทุกอย่าง แต่ก็เป็นหนทางออกที่ “พอรับได้” โดยทุกฝ่ายหลักๆ เพราะการหักหาญกันนั้นไม่น่าจะนำไปสู่ความปกติสุข และลด “ความแตกแยก̶
ขณะที่ผมกำลังเขียนบทความฉบับนี้ เป็นเวลา 5 วันภายหลังการทำรัฐประหารครั้งที่ 13 ของประเทศไทย “รัฐประหาร” หมายถึง “การเปลี่ยนแปลงผู้ปกครองรัฐ หรือรัฐบาลโดยเฉียบพลันด้วยกำลัง ความรุนแรง โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนระบอบการปกครอง” (ที่มา Wikipedia) เป้าหมายของการรัฐประหารครั้งที่ 13 ที่เกิดขึ้นมีสาเหตุสำคัญ 2 เรื่อง เรื่องหนึ่งคือความแตกแยกของคนในชาติ ขณะที่อีกเรื่องคือการพาประเทศไทยเดินไปข้างหน้า หลังจาก “หยุดอยู่กับที่” มานานกว่า 6 เดือน หากถามว่ามุมมองต่อภาวะการลงทุนจะเป็นอย่างไรหลังจากนี้ ผมมองว่าขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ และระยะเวลาที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติใช้ในการทำงาน เพื่อเข้าสู่การเลือกตั้งและนำประเทศเข้าสู่ภาวะ “ปกติ” นอกจากนี้ ยังต้องจับตาดูในเรื่องของ “ปฏิกิริยาตอบสนอง” ด้วยเช่นกัน ผู้เขียนคาดหวังว่าหลังจากนี้จะได้เห็นกระบวนการหา “จุดร่วม” ของสังคมไทย หาทางออกที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ แม้จะไม่ได้ดั่งใจทุกอย่าง แต่ก็เป็นหนทางออกที่ “พอรับได้” โดยทุกฝ่ายหลักๆ เพราะการหักหาญกันนั้นไม่น่าจะนำไปสู่ความปกติสุข และลด “ความแตกแยก” ในบ้านเราได้
ในด้านเศรษฐกิจอัตราการเติบโตเศรษฐกิจของไทยปี 2557 อยู่ในเกณฑ์ต่ำ ผลประกอบการไตรมาส 1/2557 ที่ผ่านมาไม่ค่อยจะดีนัก โดยรวมบริษัทจดทะเบียนมีกำไรน้อยกว่าปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม หากมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยเร็ว คาดว่าเศรษฐกิจปี 2558 จะกลับมาเติบโตได้ 35% เช่นเดียวกับการฟื้นตัวของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งหลังของแต่ละปีนักลงทุนในตลาดมักจะเริ่มใช้ความคาดหวังของผลประกอบการในปีถัดไปมาประกอบการตัดสินใจลงทุน
กลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าสนใจ
1.กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกอุตสาหกรรม Electronics บางตัว เช่น ผู้ผลิตพาวเวอร์ซัพพลายรายใหญ่ที่ใช้ใส่ในคอมพิวเตอร์ และ Server ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตสูง หรือผู้ผลิตแผงวงจรที่ใช้ในรถยนต์ที่ขายในอเมริกา ยุโรปที่มียอดขายเติบโตดีในช่วงนี้ กลุ่มอาหารที่มีแนวโน้มผลประกอบการฟื้นตัว และมียอดขายที่ดีขึ้นจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะไก่ที่ประเทศญี่ปุ่นกลับมาเริ่มสั่งซื้อไก่จากไทย รวมไปถึงกุ้งที่เริ่มจะฟื้นตัวภายหลังจากมีปัญหาเรื่องโรคระบาดในปีที่แล้ว
2.กลุ่ม Mobile Internetกลุ่มสื่อสาร ที่ได้รับประโยชน์จากพฤติกรรมของคนไทยที่เน้นการใช้ Internet ผ่านทางมือถือมากขึ้น ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในช่วงนี้ รวมไปถึงผู้ผลิต Smartphone ซึ่งปัจจุบันคนไทยมีอัตราการใช้อยู่เพียง 4050% และน่าจะมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ
3.กลุ่มอุตสาหกรรมที่เติบโตได้ในช่วงเศรษฐกิจโตช้าในภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตน้อย แต่ยังมีบางอุตสาหกรรมที่มีผลกำไรเติบโตขึ้นอย่างน่าประทับใจ เช่น กลุ่มประกันภัย ประกันชีวิต ซึ่งยังเห็นการเติบโตของธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการขายประกันผ่านสาขาของธนาคารพาณิชย์ กลุ่มผู้ประกอบการ TV Digital บางรายที่สามารถเพิ่มเรตติ้งการรับชมได้อย่างต่อเนื่อง ภายหลังที่ได้รับสัมปทานในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา
กลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าเป็นห่วง
ในช่วงระยะนี้กลุ่มการท่องเที่ยว เช่น สนามบิน โรงแรม สายการบิน ได้รับผลกระทบโดยตรงจากภาวะความไม่สงบทางการเมือง รวมไปถึงกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงอย่างชัดเจน และมีแนวโน้มที่จะชะลอการเปิดโครงการใหม่ๆ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณที่นักลงทุนจากต่างประเทศตัดสินใจชะลอการลงทุนในประเทศไทยและกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งมีแนวโน้มปรับลดประมาณการเติบโตของสินเชื่อตามเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง
ทั้งหมดก็เป็นมุมมองการลงทุนตลาดหุ้นไทยหลังมีรัฐประหารที่นำมาเสนอในวันนี้ครับ







