posttoday
เงิน-อยากได้-มี-สะสม

เงิน-อยากได้-มี-สะสม

27 พฤษภาคม 2557

เอาเรื่องแรก ความเข้าใจในเงินที่คุยกันมาพอสมควร ว่า ต้องนิยามให้ถูก อย่างหนังสือ แกะรอยหยักชีวิต Filter ความคิด ผมได้นำเสนอนิยามใหม่ของเงิน คือ Money is a Tool มันก็คือการมองเงินใหม่ เปลี่ยนจากการมองเงินเป็นพระเจ้า ให้มองเงินเป็นแค่ Tool

เอาเรื่องแรก ความเข้าใจในเงินที่คุยกันมาพอสมควร ว่า ต้องนิยามให้ถูก อย่างหนังสือ แกะรอยหยักชีวิต Filter ความคิด ผมได้นำเสนอนิยามใหม่ของเงิน คือ Money is a Tool มันก็คือการมองเงินใหม่ เปลี่ยนจากการมองเงินเป็นพระเจ้า ให้มองเงินเป็นแค่ Tool

ถ้าเราสามารถมองเงินเป็นเครื่องมือ เราก็สามารถที่จะอยู่เหนือเงิน ไม่ตกเป็นทาสเงิน นี่แหละประเด็นสำคัญเลย สิ่งที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นคือ วันนี้คนส่วนใหญ่มองเงินเป็นพระเจ้า คือ ทำทุกอย่างเพื่อเงิน แปลตรงๆ ก็คือ เป็นทาสของเงิน ดังนั้นเขาจะมองเงินแบบเสียไม่ได้

ซึ่งในโลกความเป็นจริง คนที่มองเงินแบบเสียไม่ได้มักจะเป็นคนตระหนี่ และพยายามเอาเปรียบคนอื่นแบบทุกเม็ด ซึ่งผลของการคิดแบบนี้ก็จะส่งผลให้เรามีภาพลักษณ์ของความเขี้ยวและการพยายามเอาเปรียบคนอื่นได้ โดยที่เราไม่รู้ตัว

ใช่!! อันนี้จะส่งผลต่อการสร้างและขยายเครือข่าย ซึ่งเราก็ทราบดีว่าการที่เราจะมีโอกาสในการสร้างธุรกิจ ทำเงิน ก็ล้วนเกิดจาก เรารู้จักใคร และสามารถต่อยอดจาก Connection เป็น Business ได้ในอนาคต แต่การที่เราแสดงภาพของคนที่มองแต่เงินก็จะจำกัดโอกาสได้ในเวลาเดียวกัน

นอกจากนี้ การจะทำธุรกิจอะไรก็ตาม มันหมายถึง “ความเสี่ยง” ดังนั้นถ้าเรามองเงินแบบเสียไม่ได้ เราก็จะกลัวทุกอย่าง ไม่กล้าจะทำอะไรใหม่ๆ ซึ่งสุดท้ายก็คือ ยิ่งกลัวเสียเงิน ก็ยิ่งจำกัดไม่ให้เราทดลองทำสิ่งใหม่ๆ สุดท้ายก็ไม่สามารถสร้างหรือขยายธุรกิจได้

(ต้องไปฟังเพลง ล้มบ้างก็ได้ ของพี่บอย ยุคนี้ความล้มเหลวมันลุกง่าย อย่าไปกลัว ล้มยิ่งเยอะยิ่งเก่ง)

จะเห็นได้ว่า แค่การมองเงินที่ต่างกัน ก็จะส่งผลต่างกันแบบสิ้นเชิง

ลองมาดูกันว่า คนที่มองเงินเป็น Tool ก็จะรู้จักเอาเงินมาสร้างโอกาสทางธุรกิจ เช่น การรู้จักการจัดสรรผลประโยชน์อย่างลงตัว ไม่กลัวที่จะให้รางวัลกับลูกน้องที่สร้างผลงาน และก็ไม่กลัวที่จะลงเงินทำในสิ่งใหม่ๆ เพราะเรารู้ว่าสุดท้ายเงินเป็นเครื่องมือที่จะต่อยอดทั้งความรู้และโอกาสให้กับการสร้างเงินที่มากกว่าในอนาคตได้

ครับ!! ในส่วนของการลงทุน ถ้าคุณเข้าใจตลาด จะรู้เลยว่าทุกครั้งที่เราซื้อหุ้นอย่างมั่นใจ มันมักจะเป็นความผิดพลาด ซึ่งต่างกับการซื้อหุ้นอย่างลังเล ก็มักเป็นครั้งที่สร้างผลกำไรให้เราอย่างงาม ใช่ สิ่งที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นก็คือ “ในตลาดการลงทุน เงินที่เราตัดออกจากชีวิตได้ จะสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้กับเรา” (เงินคือเครื่องมือ เสียบ้างก็ได้ กลัวอะไร)

อันนี้จริง “เงินที่เราตัดได้ จะสร้างผลตอบแทนสูงสุด” เพราะเราสามารถตัดอารมณ์ ความโลภ และความกลัวออกไป ซึ่งจุดนี้มันได้รับการวิจัยอย่างมากมาย แล้วว่าสิ่งที่ทำให้คนส่วนใหญ่ขาดทุนจากตลาดหุ้นก็คือ อารมณ์ คือ เรามี Greed & Fear ที่จะบิดเบือนการตัดสินใจจากที่เราอยากซื้อ กลายเป็นขายได้เลย หรือเดิมทีเราวางแผนว่าอยากจะขาย แต่พอตลาดกลับมาคึกคักจนเรารู้สึกโลภ ก็ทำให้เราพลิกกลับมาซื้อ ซึ่งการตัดสินใจแบบไม่ตรึกตรองและทำอย่างรวดเร็วมันมักจะนำมาซึ่งความเสียหายในที่สุด

“เครื่องมือ” เอาล่ะ เมื่อเข้าใจแล้วว่าต้องมองเงินเป็นเครื่องมือ ต้องมองเงินให้เราเป็นนายของเงิน ไม่ตกเป็นทาสของมัน และต้องรู้จักใช้เงินในการสร้างเครือข่าย เพื่อต่อยอดทางโอกาสต่อไปได้ มาถึง Step ต่อไปว่า เมื่อเราเริ่มสร้างเครื่องมือแล้ว จะต่อยอดโอกาสอย่างไร

ครับ!! อันนี้ขอแชร์ประสบการณ์ตรงสำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองพึงระวังคือ ระวังโดนหลอก (ผมโดนมาหลายครั้งละ) คนที่จะโดนหลอกมากที่สุดก็คือ คนที่ถือเงิน เพราะคนที่ถือเงินสามารถเปิดหรือสร้างธุรกิจอะไรขึ้นมาก็ได้ แต่ปัญหาคือ ถ้าคิดโดยเอาเงินเป็นที่ตั้ง จะพบปัญหาต่อมาคือ ทำธุรกิจนั้นๆ ไปแล้วก็เริ่มรู้สึกว่า มันตัน คู่แข่งก็เยอะ ใช่!! ปัญหาหลักมันเกิดมาจากเราคิดน้อยไป

วันนี้ถ้าเรามีเงินเราก็จะคิดธุรกิจง่ายๆ ที่ใครๆ ก็คิดได้ เช่น คิดเปิดร้านกาแฟ ร้านอาหาร ร้านขนม ซึ่งถ้าเราไม่มีจุดแตกต่าง ซึ่งเป็นจุดแข็ง ก็ยากที่จะนำพาธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้ในระยะยาว

“ต้องคิดเยอะๆ” อย่าให้เงินบดบัง Idea แต่ให้เริ่มคิด เริ่มสร้างธุรกิจจากปัญหา และสิ่งที่คนต้องการจะใช้ (เริ่มคิดจาก Demand จริงๆ ของตลาด) จากนั้นเมื่อคิดได้ค่อยคิดเรื่องเงินมาประกอบ ลองฝึกคิดกันดูครับ คิดได้แล้วค่อยเอาเครื่องมืออย่างเงินไปเสริมให้แผนนั้นเป็นจริงได้ในที่สุด จัดไป!!

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ