posttoday
เชิญชวนเอกชนไทยไปซื้อกิจการตปท.

เชิญชวนเอกชนไทยไปซื้อกิจการตปท.

27 พฤษภาคม 2557

“บรรยง” หนุนเอกชนไปซื้อกิจการต่างประเทศ ขณะที่ปูนซิเมนต์ไทยยังเดินหน้าลงทุน อย่างระมัดระวัง

“บรรยง” หนุนเอกชนไปซื้อกิจการต่างประเทศ ขณะที่ปูนซิเมนต์ไทยยังเดินหน้าลงทุน อย่างระมัดระวัง

นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารเกียรตินาคิน กล่าวในงานสัมมนา “M&A : กลยุทธ์ต่อยอดธุรกิจไทย” ว่า อยากเห็นภาพเอกชนไทยไปซื้อกิจการหรือลงทุนในต่างประเทศให้มากขึ้น จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนที่ต่ำ พิจารณาได้จากผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) สัดส่วน 95% มาจากธุรกิจในประเทศ สะท้อนให้เห็นภาพการแย่งชิงส่วนแบ่งผลกำไรระหว่างกัน ซึ่งแตกต่างจากสหรัฐอเมริกาที่กำไรส่วนใหญ่ 90% มาจากธุรกิจต่างประเทศ

“นับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยในอัตราที่ต่ำเพียง 4% ขณะที่กำไร บจ.โตเฉลี่ยปีละ 1520% และคิดเป็นสัดส่วน 35% ของขนาดเศรษฐกิจประเทศ ดังนั้นการผลักดันให้ บจ.ไทยไปซื้อกิจการในต่างประเทศถือเป็นเรื่องสำคัญ และแนวโน้มนี้น่าจะเห็นมากขึ้น เพราะไทยจะเป็นศูนย์กลางของกลุ่มประเทศอินโดจีน” นายบรรยง กล่าว

นอกจากนี้ ยังเห็นว่าการควบรวมกิจการจะเป็นส่วนสนับสนุนการเติบโตในระยะยาวให้กับธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 51% ของเศรษฐกิจประเทศ อุปสรรคสำคัญของธุรกิจเอสเอ็มอี คือ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนและทรัพยากร ดังนั้นการหาพันธมิตรเข้ามาช่วย โดยเฉพาะกองทุนร่วมลงทุน (เวนเจอร์แคปปิตอล) จะมีส่วนผลักดันการเติบโตของธุรกิจเอสเอ็มอี และเงินทุนเหล่านี้เป็นเงินทุนที่มีคุณภาพ ซึ่งไม่ให้ความช่วยเหลือเพียงด้านเงินทุน แต่ยังมาช่วยวางแผนธุรกิจ รวมถึงช่วยติดตามให้เอสเอ็มอีดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาลอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม เวนเจอร์แคปปิตอลในประเทศไทยเกิดขึ้นพร้อมกับประเทศมาเลเซีย ในปี 2533 แต่ปรากฏว่าขนาดของกองทุนเวนเจอร์แคปปิตอลในไทยมีเพียง 800 ล้านบาท ต่ำกว่ามาเลเซียที่มีมูลค่าถึง 1.2 แสนล้านบาท สาเหตุสำคัญที่ทำให้เวนเจอร์แคปปิตอลในประเทศไทยไม่เกิด เป็นเพราะความลำพองของผู้บริหารที่เชื่อมั่นในความคิดเห็นตัวเองมากเกินไป รวมถึงยังขาดความรู้และความเข้าใจการควบรวมกิจการในระดับต่ำ และปัญหาทางด้านภาษี

ด้าน นายกุลเชฎฐ์ ธาราจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานวางแผนกลาง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) กล่าวว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา กลุ่มปูนซิเมนต์ไทยได้ควบรวมกิจการเป็นมูลค่ารวม 7 หมื่นล้านบาท จำนวน 20 รายการ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 50% ของเงินลงทุนทั้งหมดของบริษัท โดย 50% เป็นการซื้อกิจการธุรกิจในต่างประเทศ และอีก 50% เป็นในประเทศ

วัตถุประสงค์ของการซื้อกิจการในประเทศ ซึ่งทางปูนซิเมนต์เป็นผู้นำอันดับหนึ่งอยู่แล้ว จึงเป็นไปเพื่อขยายตลาด ธุรกิจและสินค้าใหม่ๆ แต่สำหรับในต่างประเทศนั้น ในหลายๆ ประเทศทางปูนซิเมนต์ไทยยังไม่ได้เป็นผู้นำ ทำให้บริษัทได้ส่วนแบ่งตลาดเข้ามาทันที

สำหรับการซื้อกิจการในอนาคต ทางปูนซิเมนต์ไทยยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เน้นในกลุ่มประเทศอาเซียน แต่ยอมรับว่าภายใต้สถานการณ์ในปัจจุบันจะไม่ลงทุนเกินตัว ส่วนแหล่งเงินหลักยังมาจากการออกหุ้นกู้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท