posttoday
การฟื้นฟูบรรยากาศลงทุนในเวียดนาม

การฟื้นฟูบรรยากาศลงทุนในเวียดนาม

27 พฤษภาคม 2557

เวียดนามได้เผชิญกับเหตุจลาจลเพื่อต่อต้านจีนที่ขุดเจาะน้ำมันในพื้นที่พิพาทในทะเลจีนใต้เมื่อวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา เริ่มจากที่นิคมอุตสาหกรรมชานกรุงโฮจิมินห์ทางตอนใต้ของประเทศและลามไปยังจังหวัดฮาติงห์ทางตอนกลางของประเทศ ได้ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนของประเทศอย่างมาก ทำให้การลงทุนในเวียดนามที่เป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทำท่าว่าจะอ่อนตัวลงมาก รัฐบาลเวียดนามได้แก้ไขสถานการณ์อย่างรีบเร่ง เพื่อฟื้นฟูบรรยากาศการลงทุนของประเทศอีกครั้งหนึ่ง

เวียดนามได้เผชิญกับเหตุจลาจลเพื่อต่อต้านจีนที่ขุดเจาะน้ำมันในพื้นที่พิพาทในทะเลจีนใต้เมื่อวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา เริ่มจากที่นิคมอุตสาหกรรมชานกรุงโฮจิมินห์ทางตอนใต้ของประเทศและลามไปยังจังหวัดฮาติงห์ทางตอนกลางของประเทศ ได้ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนของประเทศอย่างมาก ทำให้การลงทุนในเวียดนามที่เป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทำท่าว่าจะอ่อนตัวลงมาก รัฐบาลเวียดนามได้แก้ไขสถานการณ์อย่างรีบเร่ง เพื่อฟื้นฟูบรรยากาศการลงทุนของประเทศอีกครั้งหนึ่ง

เหตุการณ์จลาจลในเวียดนามได้ส่งผลกระทบทั้งโครงการขนาดเล็กและขนาดใหญ่ สำหรับโครงการขนาดยักษ์ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ โครงการก่อสร้างโรงงานถลุงเหล็กแบบครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกของกลุ่มฟอร์โมซาของไต้หวันตั้งอยู่ที่จังหวัดฮาติงห์ ซึ่งมีแผนจะลงทุนรวมกว่า 9 แสนล้านบาท กำลังผลิตมากถึง 22.5 ล้านตัน/ปี เมื่อเปิดเต็มโครงการจะจ้างงานถึง 1 หมื่นคน

แม้โรงถลุงเหล็กข้างต้นเป็นของบริษัทไต้หวันก็ตาม แต่มีบริษัทจีนได้มารับเหมาก่อสร้างด้วย การจลาจลทำให้มีคนงานจีนเสียชีวิต 3 คน และบาดเจ็บกว่า 150 คน แต่เคราะห์ดีที่เพิ่งเริ่มก่อสร้าง ทำให้มีการประเมินทรัพย์สินเสียหายเพียง 3 ล้านเหรียญสหรัฐ หากก่อสร้างแล้วเสร็จจะเสียหายหลายแสนล้านบาท

รัฐบาลเวียดนามสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้โดยสิ้นเชิงในเวลาอันรวดเร็วมาก ซึ่งได้รับการชมเชยจากนักลงทุน โดยได้จับกุมผู้ก่อการจลาจลไปแล้วกว่าพันคน กำหนดจะดำเนินคดีโดยรวดเร็วและเด็ดขาด แม้ว่าปัจจุบันคนงานเวียดนามและต่างชาติบางส่วนได้เริ่มกลับมาก่อสร้างโรงถลุงเหล็กแล้ว ยังไม่ชัดเจนว่าคนงานจีนกว่า 3,000 คน ที่ก่อสร้างโรงงานแห่งนี้จะกลับมาทำงานเมื่อใด ทั้งนี้ หว่างจุงหาย รองนายกรัฐมนตรีของเวียดนาม ได้ไปเยี่ยมสถานที่ก่อสร้างโรงถลุงเหล็กของฟอร์โมซาเมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2557 เพื่อสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนให้ก่อสร้างโครงการต่อไป

ขณะเดียวกัน สมาคมนักธุรกิจไต้หวันในเวียดนามและสมาคมนักธุรกิจเกาหลีใต้ในเวียดนามได้แสดงความไม่พอใจเกี่ยวกับการจลาจล ต้องการการชดเชยความเสียหายจากรัฐบาลเวียดนาม และต้องการให้รัฐบาลยืนยันว่า เหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นซ้ำอีก ซึ่งรัฐบาลเวียดนามได้ประกาศขอโทษต่อไต้หวันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กำหนดมาตรการช่วยเหลือ เช่น รัฐบาลจะงดเก็บค่าเช่าที่ดินจะลดภาษีอากรให้กับโรงงานที่เสียหาย ทั้งนี้ รัฐบาลเวียดนามถึงกับกล่าวว่าการสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนนั้นต้องใช้เวลายาวนานนับสิบปี แต่จากการจลาจลเพียงแค่ 2 วัน ได้ทำลายความเชื่อมั่นลงไปหมดต้องฟื้นฟูขึ้นใหม่

อนึ่ง รัฐบาลเวียดนามได้ลงนามในข้อตกลงคุ้มครองการลงทุนระหว่างเวียดนามกับหลายประเทศ เช่น ลงนามข้อตกลงภาษีซ้อนกันไต้หวันลงนามเมื่อปี 2536 โดยโรงงานของไต้หวันจะประเมินความเสียหายและเจรจากับรัฐบาลเวียดนามต่อไป หากตกลงกันไม่ได้ก็จะต้องเสนอต่ออนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเพื่อตัดสินต่อไป

อย่างไรก็ตาม เป็นเคราะห์ดีว่าเหตุการณ์จลาจลไม่ลุกลามไปยังพื้นที่ตอนเหนือของประเทศ ซึ่งเป็นที่ตั้งโรงงานผลิตโทรศัพท์มือถือขนาดยักษ์ของซัมซุง ซึ่งตั้งอยู่ชานกรุงฮานอย ทั้งนี้ ไม่ชัดเจนว่าเหตุการณ์จลาจลจะกระทบต่อแผนการลงทุนของซัมซุงในเวียดนามในอนาคตหรือไม่ โดยปัจจุบันเวียดนามเป็นฐานผลิตโทรศัพท์มือถือใหญ่อันดับ 2 ของซังซุง รองจากเกาหลีใต้ และในอนาคตมีโครงการลงทุนเพิ่มเติมจำนวนมาก จึงมีแนวโน้มจะเป็นฐานผลิตใหญ่ที่สุดของซัมซุง ดังนั้น หากเกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายแล้ว จะกระทบต่อธุรกิจของซัมซุงอย่างรุนแรงมาก

สำหรับในอนาคตนักลงทุนจะลดความเสี่ยงที่จะพึ่งพาฐานการผลิตในประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป โดยเฉพาะประเทศที่มีความเสี่ยงการเมืองสูง ทั้งนี้ ล่าสุดซัมซุงได้ปฏิเสธรายงานข่าวที่ว่าจะย้ายโรงงานจากจีนมายังเวียดนามเพิ่มเติมในอนาคต

สำหรับฟิลิปปินส์กำลังมาแรงจะกลายเป็นเสือตัวใหม่ของเออีซี ซึ่งเดิมฟิลิปปินส์เคยมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของเออีซี แต่ภายหลังจากเหตุการณ์ความไม่สงบภายในประเทศ ทำให้กลายเป็นคนป่วยในอาเซียน เศรษฐกิจหล่นมาเป็นอันดับ 5 แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจฟิลิปปินส์เติบโตสูงที่สุดในเออีซี โดยในปี 2556 เติบโตอัตราสูงถึง 7.2% สำหรับในปี 2557 จากการพยากรณ์ของโนมูระ คาดว่าจะเติบโตลดลงเล็กน้อยเหลือ 6.7% และจะเพิ่มขึ้นเป็น 6.8% ในปี 2558

สุดท้ายนี้ ดุลอำนาจทางเศรษฐกิจของเออีซีกำลังจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในช่วง 5 ปีข้างหน้า โดยจากการพยากรณ์ของไอเอ็มเอฟ อินโดนีเซียจะยังคงรักษาตำแหน่งเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของเออีซีต่อไป แต่เศรษฐกิจใหญ่อันดับ 25 ของเออีซีจะสลับตำแหน่งกันไปหมด โดยมาเลเซียจะก้าวขึ้นเป็นเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ฟิลิปปินส์จะเป็นอันดับ 3 ส่วนไทยจะเป็นอันดับ 4 ขณะที่สิงคโปร์จะเป็นอันดับ 5 ส่วนเวียดนามจะเป็นอันดับ 6 ตามเดิม

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท