
คลังแทงกั๊กมาตรการช่วยท่องเที่ยว
นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือร่วมกับสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ว่า สทท.ได้ชี้แจงตัวเลขความเสียหายและผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวจากการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่บริเวณราชประสงค์ หลังจากสลายการชุมนุมและวางเพลิงในหลายพื้นที่ พร้อมทั้งเสนอมาตรการขอความช่วยเหลือ โดยเบื้องต้นกระทรวงการคลังรับไว้พิจารณา แต่ได้ให้ สทท.ไปสรุปผลกระทบทั้งหมดให้มีความชัดเจน เพื่อกลับมาเสนอในที่ประชุมร่วมกันอีกครั้งในสัปดาห์หน้า
“
ให้ สทท.กลับไปหารือกับผู้ประกอบการเอกชนทั้งหมดว่ามีความเสียหายอะไรบ้าง ที่ผ่านมาคลังก็ให้ความช่วยเหลือด้วยสินเชื่อผ่านธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ไปแล้ว ซึ่งยังเหลือวงเงินอีก 1,000 ล้านบาท ซึ่งเอกชนก็พอใจ ตรงนี้ก็ต้องไปดูว่าจะทำอย่างไรต่อ”นายคงพันธุ์ ปราโมช ณ อยุธยา ผู้แทนสมาคมผู้ประกอบการวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ และกรรมการพัฒนาธุรกิจ (Business Development) ห้างสรรพสินค้าเกษร พลาซ่า ระบุว่า การชุมนุมส่งผลให้ยอดขายย่านราชประสงค์ลดลง 5,000 ล้านบาทต่อเดือน แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้ได้ โดยจะมีความชัดเจนภายใน 23 วันนี้ พร้อมเสนอให้รัฐบาลเร่งฟื้นความเชื่อมั่น และออกกฎหมายควบคุมการชุมนุมให้เป็นสากล เช่น จะต้องมีการขออนุญาตก่อนการชุมนุม
นายกงกฤช หิรัญกิจ ประธาน สทท. เปิดเผยว่า สทท.ได้ยื่นข้อเสนอให้คลังทราบในหลายประเด็น ซึ่งคลังรับข้อเสนอไว้ทั้งหมด และไม่มีท่าทีปฏิเสธแต่อย่างใด โดยมั่นใจว่าหลังจากที่ สทท.กลับไปสรุปมาตรการ รวมถึงตัวเลขงบประมาณช่วยเหลือมารายงานให้ทราบในสัปดาห์หน้า คลังจะสามารถกำหนดมาตรการออกมาได้ทันที เพราะถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องดำเนินการเพื่อผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก
สำหรับรายละเอียดข้อเสนอที่ได้หารือกับคลังไปนั้น เช่น การขอวงเงินสินเชื่อเพิ่มเติมอีก 5,000 ล้านบาท จาก ธพว. ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าวงเงินสินเชื่อเดิมที่ยังเหลือ 1,000 ล้านบาท ยังมีปัญหาการประสานงานระหว่างภาครัฐกับเอกชน ซึ่งจุดนี้ สทท.จะขอเป็นตัวกลางรับเรื่องจากผู้ประกอบการที่ต้องการสินเชื่อ ผ่านศูนย์อำนวยการที่ สทท.กำลังจะตั้งขึ้นเพื่อยื่นขอสินเชื่อกับ ธพว.โดยตรง ทำให้การปล่อยสินเชื่อรวดเร็วมากขึ้น
“
สทท.ก็ขอวงเงินสินเชื่อในที่ประชุมไปตรงๆ ซึ่งตรงนี้ก็มีกรรมการผู้จัดการ ธพว.นั่งอยู่ด้วย จะได้รับทราบว่าอนุมัติหรือไม่อนุมัติอย่างไร และให้เข้าใจตรงกันว่าที่ผ่านมาการปล่อยสินเชื่อยังมีปัญหาอยู่”นอกจากนี้ สทท.ยังมองว่าผลกระทบยังลามไปสู่ผู้ประกอบอาชีพอิสระ เช่น มัคคุเทศก์ ที่จะต้องมีสินเชื่อเข้าไปช่วยเยียวยา โดยเบื้องต้น สทท.ได้เสนอให้รัฐบาลช่วยต่อรายไม่เกิน 3 หมื่นบาท ซึ่งคลังให้ไปประเมินผลกระทบที่ชัดเจนมารายงานให้ทราบในสัปดาห์หน้าเช่นกัน
นายกงกฤช กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ในส่วนของภาครัฐคงต้องเร่งดำเนินการที่จะทำให้เกิดความสงบสุขเหมือนปกติกลับคืนมาโดยเร็วที่สุด หากทำได้อย่างนี้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะต้องเร่งระดมฟื้นความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวในต่างประเทศทุกๆ ประเทศ ที่ขณะนี้หยุดการเดินทางเข้าประเทศไทยให้เร็วที่สุด และเชื่อว่าจะฟื้นตัวได้ภายในระยะเวลา 69 เดือนนับจากนี้ไป
“
เดิมในช่วงนี้เราคิดว่านักท่องเที่ยวน่าจะหายไปเพียง 2025% แต่เมื่อประกาศเคอร์ฟิวนักท่องเที่ยวคิดว่าเหมือนอยู่ในภาวะสงคราม และในแต่ละวันนักท่องเที่ยวเข้าประเทศไทยเฉลี่ยทำรายได้วันละประมาณ 1,2001,400 ล้านบาท หายไปครึ่งหนึ่ง เหลือวันละ 700 ล้านบาท ถ้าประกาศเคอร์ฟิวอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ จะสูญรายได้ไปวันละ 700 ล้านบาท ไปเรื่อยๆ”ส่วนการเยียวยาแน่นอนว่าภาครัฐจะต้องเป็นผู้ดูแล เพราะความมั่นคงปลอดภัยของชาติ รัฐบาลมีหน้าที่ต้องดูแลคุ้มครองพี่น้องประชาชนทุกหมู่เหล่า รวมทั้งผู้ประกอบธุรกิจให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่ภาครัฐต้องเข้ามารับผิดชอบชดเชยต่อความเสียหายต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพราะเป็นอำนาจรัฐ หากรัฐบาลดูแลตามหน้าที่ของการควบคุมดูแลไม่ได้ รัฐบาลก็ต้องเป็นผู้ชดเชยและรับผิดชอบความเสียหายต่อพี่น้องประชาชน และนักธุรกิจต่างๆ ที่ได้รับความเสียหายในครั้งนี้
สำหรับแนวทางในการเยียวยา ขณะนี้ผู้ประกอบการที่ร้องเรียนก็จะมี 23 ลักษณะ คือ การลดค่าใช้จ่ายที่ไม่พึงจะมี เนื่องจากการดำเนินธุรกิจหยุดชะงัก ในช่วงที่รัฐไม่สามารถทำให้เกิดการดำเนินธุรกิจไปได้ตามปกติ เช่น เรื่องของภาษีอากร ภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีป้าย ภาษีทุกประเภท ซึ่งรัฐควรจะยกเว้นในช่วงที่เกิดภัยจลาจลเหล่านี้เกิดขึ้น ในเรื่องการชดเชยค่าจ้างแรงงานที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับการจ้างแรงงาน แต่ไม่สามารถประกอบกิจการต่างๆ ได้ เรื่องนี้รัฐบาลควรจะเข้ามาช่วยชดเชยดูแล
อย่างไรก็ตาม การเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการเป็นการเฉพาะหน้า คือ การหาสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ ผ่อนปรนในการผ่อนชำระระยะยาว เรื่องนี้เราได้นำเสนอนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่า ไม่ควรดูแลแต่เฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอีแล้ว เพราะธุรกิจขนาดใหญ่ก็ได้รับความเสียหายจากความไม่ปลอดภัยในครั้งนี้เป็นอย่างมากด้วยเช่นเดียวกัน ฉะนั้นน่าจะจัดสรรเม็ดเงินที่จะช่วยเยียวยาเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการทุกรายในขณะนี้เป็นการเร่งด่วน โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในเขตกรุงเทพฯ







