posttoday
เร่งกู้เศรษฐกิจไทย

เร่งกู้เศรษฐกิจไทย

26 พฤษภาคม 2557

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญ โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ซึ่งในปัจจุบันทำหน้าที่เข้ามาบริหารจัดการประเทศในฐานะรัฐบาล

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญ โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ซึ่งในปัจจุบันทำหน้าที่เข้ามาบริหารจัดการประเทศในฐานะรัฐบาล

ภาพที่เห็นชัดเจนคือ กลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองซึ่งเดิมมีแนวโน้มอาจมีความรุนแรงได้สลายตัว ทำให้ความสงบเรียบร้อยกลับคืนมา ส่วนความขัดแย้งทางการเมืองซึ่งยืดเยื้อมานานจะยุติได้อย่างยั่งยืนคงต้องฝากความหวังไว้กับ คสช.

สำหรับประเด็นทางเศรษฐกิจภายใต้รัฐบาลทหารมีความท้าทายรออยู่ค่อนข้างมาก เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ถึงขั้นต้องเป็นการกู้ให้พ้นจากขอบเหว เพราะเศรษฐกิจไทยทรุดตัวต่อเนื่องมาจากปีที่แล้ว สะท้อนจากไตรมาสแรกปี 2557 ถดถอยติดลบถึงร้อยละ 0.6 เทียบกับไตรมาส 4 ปี 2556 ยังขยายตัวเป็นบวกเล็กน้อย

ล่าสุดทางสภาพัฒน์ หรือ สศช. ออกมาปรับประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2557 เหลือเพียงร้อยละ 1.5-2.5 จากประมาณการเดิมว่าจะขยายตัวได้ร้อยละ 45 ซึ่งการปรับตัวเลขครั้งนี้คงไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจ

เพราะก่อนหน้านี้หลายหน่วยงานของรัฐและศูนย์วิจัยเศรษฐกิจของเอกชนต่างคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยอาจชะลอตัวอย่างรุนแรง ทั้งจากปัจจัยการฟื้นตัวของประเทศคู่ค้าหลักยังมีข้อจำกัดอยู่มาก

มีเพียงสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปซึ่งมีทิศทางการฟื้นตัวที่ดี ขณะที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังทรงตัว แต่ที่เป็นปัญหาคือ ประเทศจีน ฮ่องกง และอาเซียน ซึ่งเศรษฐกิจมีการชะลอตัวลงค่อนข้างชัดเจน ทั้งสามประเทศนี้เป็นคู่ค้า มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 43 ของการส่งออกทั้งหมด ในไตรมาสแรกของปีนี้การส่งออกของไทยไปประเทศเหล่านี้ถึงขั้นติดลบร้อยละ 4 ถึง 5 ซึ่งจะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง

สำหรับปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมือง และสุญญากาศของการไม่มีนายกรัฐมนตรี ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นปัจจัยที่จะฉุดเศรษฐกิจไทย

การเข้ามาของ คสช. จึงเข้ามาอุดช่องว่าง ซึ่งภาคประชาชนและผู้ประกอบการมีความคาดหวังไว้ค่อนข้างสูง

ทั้งนี้ ปัญหาเฉพาะหน้าที่สำคัญคือการแก้ปัญหาการบริโภคครัวเรือนที่ชะลอตัว ส่งผลต่อโอกาสการว่างงานที่จะสูงขึ้นปลายปี และมีแนวโน้มจะต่อเนื่องไปถึงปีหน้า คาดว่าในไตรมาส 4 อาจมีแรงงานทักษะว่างงานสูงถึง 4.6 แสนคน

มาตรการที่ควรจะนำมาใช้คือการเร่งการใช้จ่ายภาครัฐและงบท้องถิ่น แต่ก็อาจไม่เพียงพอ ซึ่งจำเป็นที่จะต้องมีงบกระตุ้นเศรษฐกิจและจะต้องเร่งแก้หนี้ครัวเรือนที่สูงเพื่อให้มีเม็ดเงินใส่มือประชาชน อีกทั้งต้องเร่งหาเงินมาจ่ายหนี้ให้ชาวนา ซึ่งค้างจ่ายเกือบแสนล้านบาท รวมทั้งการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำและความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายรับจำนำข้าว เพราะผลผลิตของชาวนากำลังจะออกมา

ที่กล่าวมาข้างต้นล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ประชาชนขาดอำนาจซื้อ ส่งผลต่อดัชนีผู้บริโภค ซึ่งมีแนวโน้มที่จะถดถอยส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังภาคส่วนเศรษฐกิจอื่นๆ ทั้งอุตสาหกรรมและบริการ

ในด้านการช่วยเหลือผู้ประกอบการ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรักษาแรงงานไม่ให้ตกงาน ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาของประเทศในอนาคต จำเป็นที่จะต้องเข้าไปแก้ปัญหาของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งขณะนี้ดัชนีความเชื่อมั่นอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี โดยปัญหาเร่งด่วนคือสภาพคล่องโดยเฉพาะเอสเอ็มอี ซึ่งอุ้มแรงงานไว้ถึงร้อยละ 40 ของแรงงานทั้งระบบ

นอกจากนี้ จะต้องเข้ามาดูแลภาคส่วนเศรษฐกิจซึ่งได้รับผลกระทบจากการประกาศกฎอัยการศึก โดยภาคท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบมากที่สุด จะต้องเร่งประชาสัมพันธ์ไปยังกลุ่มประเทศเป้าหมาย รวมทั้งการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวต่อเนื่อง

สำหรับด้านการลงทุนของเอกชน ซึ่งในไตรมาสแรกถึงขั้นถดถอยติดลบถึงร้อยละ 2.9 และปีนี้ทั้งปีคาดว่าอาจขยายตัวได้เพียงร้อยละ 0.2 จำเป็นที่จะต้องให้บีโอไอเร่งพิจารณาอนุมัติการลงทุนที่ค้าง ขณะเดียวกันกระทรวงอุตสาหกรรมจะต้องเร่งอนุมัติคำขอก่อสร้างและขยายโรงงาน ซึ่งทราบว่ามีค้างอยู่มาก

ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงปัญหาเฉพาะหน้าบางส่วนที่รอการแก้ปัญหาจาก คสช. ซึ่งทางทหารเองก็คงมีปัญหาด้านความมั่นคงล้นมืออยู่แล้ว ขณะเดียวกันปัญหาเศรษฐกิจก็มีความสำคัญ จึงเห็นควรให้มีการตั้งคณะทำงานทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจเข้ามาดูแลปัญหาโดยตรง และออกมาตรการต่างๆ ที่จำเป็นในการกู้เศรษฐกิจไทย ซึ่งขาดการดูแลและเยียวยามากว่าครึ่งปีแล้ว...ช้าไม่ได้นะครับ!!!

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท