posttoday
เขย่าใหญ่การท่าเรือฯล้างบางผลประโยชน์-ก๊วน "กินส่วย"

เขย่าใหญ่การท่าเรือฯล้างบางผลประโยชน์-ก๊วน "กินส่วย"

26 พฤษภาคม 2557

การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เป็นรัฐวิสาหกิจใหญ่ที่มีบทบาทอย่างมากในฐานะเฝ้าประตูขนส่งสินค้าทางเรือของประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีท่าเรือในความรับผิดชอบ 5 แห่ง คือ ท่าเรือกรุงเทพ (ท่าเรือคลองเตย) ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือระนอง ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน และท่าเรือเชียงของ

การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เป็นรัฐวิสาหกิจใหญ่ที่มีบทบาทอย่างมากในฐานะเฝ้าประตูขนส่งสินค้าทางเรือของประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีท่าเรือในความรับผิดชอบ 5 แห่ง คือ ท่าเรือกรุงเทพ (ท่าเรือคลองเตย) ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือระนอง ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน และท่าเรือเชียงของ

แต่วันนี้กลายเป็นว่าองค์กรแห่งนี้ กลับปราศจากผู้นำที่แท้จริงมานานกว่า 2 ปีเต็มแล้ว มีเพียง ร.อ.อิทธิชัย สุพรรณกูล รองผู้อำนวยการการท่าเรือฯ สายบริหารทรัพยากรบุคคลและการเงินที่ทำหน้าที่รักษาการแทนผู้อำนวยการการท่าเรือฯ เท่านั้น

ในขณะที่อำนาจการสั่งการต่างๆ ล้วนมาจากนโยบายของคณะกรรมการ (บอร์ด) การท่าเรือฯ ซึ่งตำแหน่งประธานบอร์ดการท่าเรือฯ จะสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปตามฝ่ายการเมืองไฟเขียว โดยประธานบอร์ดการท่าเรือฯ คนปัจจุบัน คือ “บิ๊กแจ๊ด” พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล

อย่างไรก็ตาม ในยุคสมัยที่ไทยจะกระโดดเข้าร่วมวงการค้าโลกเต็มตัว และจะมีการเปิดประชาคมอาเซียนในปี 2558 การท่าเรือฯ มีนโยบายอย่างไรในการสนับสนุนผู้ส่งออกและผู้ประกอบการขนส่งสินค้าทางเรือให้เข้มแข็งมากกว่านี้ ท่ามกลางภาพลักษณ์ของการท่าเรือฯ ที่ไม่สู้ดูดีนัก โดยเฉพาะกระบวนการกินใต้โต๊ะเป็นทอดๆ

ก่อนหน้านี้ สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เปิดเผยตัวเลขการเรียกเก็บค่าสินน้ำใจหรือเรียกง่ายๆ ว่า “ส่วย” โดยประมาณการว่าแต่ละปีมีตู้สินค้านำเข้าและส่งออกเฉลี่ยปีละ 1.4 ล้านตู้ (ท่าเรือกรุงเทพ) มีต้นทุนแฝงหรือส่วยที่ผู้ประกอบการต้องจ่ายเฉลี่ยตู้ละ 300 บาท คิดเป็นเม็ดเงินประมาณปีละ 420-450 ล้านบาท และหากประเมินตลอด 16 ปีที่ผ่านมา พบว่าผลประโยชน์สูงถึง 6,400 ล้านบาท

“ผมอยากเห็นการปฏิรูปการท่าเรือฯ ใหม่ทั้งหมด เพราะจะช่วยลดต้นทุนด้านการขนส่งสินค้าให้ผู้ประกอบการไทยทั้งผู้นำเข้าและผู้ส่งออกได้อย่างแท้จริง” ทองอยู่ คงขันธ์ ที่ปรึกษาสหพันธ์การขนส่งทางบกฯ บอก

ทองอยู่ ยังระบุว่า หากเปรียบเทียบระบบการทำงานของการท่าเรือฯ ของไทยกับสิงคโปร์ ซึ่งถือว่ามีระบบบริหารจัดการท่าเรือที่ดีที่สุดในภูมิภาคนี้ จะพบว่าสิงคโปร์สามารถขนตู้สินค้าลงเรือได้มากกว่า 20 ตู้ต่อชั่วโมง ขณะที่ไทยขนตู้สินค้าลงเรือได้ 12 ตู้ต่อชั่วโมง และที่สำคัญคือ สิงคโปร์ไม่มีระบบจ่ายส่วย

นอกจากนี้ เมื่อย้อนกลับไปพิจารณาความเป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจที่มีการจัดตั้งสหภาพฯ ภายใน และน่าจะมีส่วนสำคัญในการถ่วงดุลกับฝ่ายบริหาร และร่วมกันขับเคลื่อนองค์กรแห่งนี้ แต่กลายเป็นว่าสหภาพฯ กลับมีอำนาจเหนือฝ่ายบริหาร

“สหภาพการท่าเรือฯ บางครั้งมีอำนาจเหนือกว่าผู้บริหารองค์กร ซ้ำร้ายดูเหมือนว่าอำนาจจะเหนือกว่าบอร์ดการท่าเรือฯ เสียอีก ชะตากรรมขององค์กรจึงตกอยู่กับสหภาพฯ ซึ่งเห็นได้จากการขับไล่และกดดันให้ ร.ต.วิโรจน์ จงชาณสิทโธ ผู้อำนวยการการท่าเรือฯ คนก่อนต้องลาออก และไม่มีใครกล้าลงสมัครเป็นผู้อำนวยการการท่าเรือฯ” แหล่งข่าวจากสมาคมขนส่งสินค้าเพื่อการนำเข้าและส่งออกตั้งข้อสังเกต

โดยเฉพาะข้อพิพาทระหว่างสหภาพฯ และฝ่ายบริหารเมื่อ 1-2 ปีก่อน เป็นบทพิสูจน์ได้อย่างดีว่า สหภาพฯ แห่งนี้มีอิทธิพลมากเพียงใด เพราะหลังจากที่กดดันให้ฝ่ายบริหารจ่ายเงินค่าล่วงเวลาพร้อมดอกเบี้ยให้แก่พนักงานเป็นวงเงินสูงถึง 4,000 ล้านบาทไม่ได้ ผลปรากฏว่า ผู้อำนวยการการท่าเรือฯ คนก่อน คือ ร.ต.วิโรจน์ ต้องยอมเซ็นใบลาออก จนทำให้การท่าเรือฯ กลายเป็นองค์กรไร้หัวจนถึงวันนี้

กระทั่งล่าสุด ในการหาเสียงเลือกตั้งประธานและคณะกรรมการสหภาพรัฐวิสาหกิจการท่าเรือฯ ซึ่งมีกลุ่มผู้สมัครจาก 5 ทีม และมี 2 ทีมที่รณรงค์หาเสียงช่วงโค้งสุดท้าย ว่า “สนับสนุนให้พนักงานใช้สิทธิเรียกร้องค่าตอบแทนในการทำงาน” และ “ให้ผู้บริหารต่อสู้การฟ้องร้องเรียกค่าล่วงเวลาอย่างเต็มที่จนถึงที่สุด!!”

ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า กลุ่มรวมใจรักษ์ท่าเรือ ที่นำโดย ราเชน หลั่งมะเริง ได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่ง ชนะกลุ่มพลังสร้างสรรค์ นำโดย จเร หมีดนุ ซึ่งกุมอำนาจในสหภาพฯ มานานเพียง 5 คะแนน ภายใต้กลยุทธ์หาเสียงซื้อใจพนักงานการท่าเรือฯ ว่า “จะเข้ามาสร้างระบบแรงงานสัมพันธ์ที่ดี โปร่งใส ตรวจสอบได้ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้พนักงานทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในการคิดและตัดสินใจด้วย”

นี่น่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดีที่องค์กรที่มีผลประโยชน์อยู่ทุกซอกทุกมุมแห่งนี้ จะเลิกใช้นโยบายประชานิยมซื้อใจพนักงาน แลกกับการเข้าไปมีอิทธิพลในองค์กร ตลอดจนการจัดสรรผลประโยชน์อันมิควรได้ ท่ามกลางข้อครหาแอบอิงกับผลประโยชน์ทับซ้อนภายในองค์กร

ยิ่งไปกว่านั้น น่าจะถึงเวลาที่องค์กรแห่งนี้ควรจะมีผู้นำที่แท้จริงเสียที แทนที่จะให้บอร์ดการท่าเรือฯ ทำหน้าที่บริหารองค์กรทั้งหมด ภายใต้การชี้นำของสหภาพฯ จนส่งผลให้ประกาศรับสมัครคัดเลือกผู้อำนวยการที่เปิดมา 4 ครั้ง แต่กลับไม่มีคนที่เหมาะสมเลย

การท่าเรือฯ จึงเป็นแดนสนธยาที่รอผู้มากบารมีเข้ามาจัดการ ก่อนจะกลายเป็นองค์กรที่ล้าหลังเดินย่ำอยู่กับที่ หรือไม่วันพรุ่งนี้คนการท่าเรือฯ ต้องตื่นขึ้นมาทบทวนและปลุกองค์กรแห่งนี้ให้กลับมาทำหน้าที่หัวหอกของประเทศ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท