posttoday
ทิ้ง2หมื่นล.ยังไม่พอ

ทิ้ง2หมื่นล.ยังไม่พอ

24 พฤษภาคม 2557

ต่างชาติจ้องทิ้งต่อหุ้นเด้งอย่าเพิ่งดีใจ โบรกเกอร์นอกไม่เปลี่ยนพื้นฐานตลาดไทย

ต่างชาติจ้องทิ้งต่อหุ้นเด้งอย่าเพิ่งดีใจ โบรกเกอร์นอกไม่เปลี่ยนพื้นฐานตลาดไทย

สะกิดนักลงทุนไทยอย่าชะล่าใจ หุ้นลงน้อย ต่างชาติขายต่อสัปดาห์หน้า โบรกเกอร์นอกรับรัฐประหาร

ตลาดหุ้นไทยไม่ได้ตื่นตระหนกเรื่องการประกาศรัฐประหารอย่างที่กังวลมากนัก ระหว่างวันทรุดหนักที่สุดเพียง 29.8 จุด คิดเป็น 2.12% ดัชนีอยู่ที่ระดับ 1,375.41 จุด หลังจากนั้นมีแรงซื้อหุ้นกลับอย่างรวดเร็ว กระชากให้ดัชนีฟื้นตัวมาปิดที่ระดับ 1,396.84 จุด ลดลงเพียง8.37 จุดเท่านั้น ด้วยมูลค่าการซื้อขายถึง 53,516.32 ล้านบาท สูงสุดในรอบ 8 เดือน นับจากวันที่ 19 ก.ย. 2556 ที่ 82,712.68 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นออกมารุนแรงถึง 6,776 ล้านบาท โดยนายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า เป็นแรงขายครึ่งวันทำการจำนวน 3,600 ล้านบาท และนักลงทุนไทยซื้อสวนถึง 4,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ นับตั้งแต่วันที่ประกาศใช้กฎอัยการศึกจนถึงวันที่เกิดรัฐประหารรวม 4 วัน (20-23 พ.ค.) นักลงทุนต่างชาติเทกระจาดหุ้นไทยถึง 20,054 ล้านบาท

โบรกเกอร์ไทยต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า กรณีที่ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงไปมากแล้วเด้งขึ้นมาแรงจะเป็นโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นออกมาอีกในสัปดาห์หน้า เพราะได้ราคาที่ดี แต่จะทิ้งอีกมากหรือน้อยต้องติดตามเหตุการณ์ในสุดสัปดาห์นี้ หากไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้นก็ทำให้ตลาดปรับตัวลงอีกไม่มากนัก

ทิ้ง2หมื่นล.ยังไม่พอ

 

ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ต่างประเทศมองในเชิงบวก เช่น ซิตี้กรุ๊ป เชื่อว่าการรัฐประหารครั้งนี้เพื่อป้องกันเหตุการณ์รุนแรงในระยะสั้น แต่ในระยะยาวขึ้นอยู่กับนโยบายและกระบวนการทางการเมืองที่ยังไม่มีความชัดเจนทำให้มุมมองพื้นฐานหุ้นไทยยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง

“ยังคงให้เลือกซื้อหุ้นรายตัวและให้น้ำหนักมากกว่าตลาด หุ้นธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ธนาคารกรุงเทพ (BBL) จากงบการเงินที่ปลอดภัย และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC)” บล.ซิตี้กรุ๊ป ระบุ

ขณะเดียวกัน ให้น้ำหนักน้อยกว่าตลาดกลุ่มเพื่อการบริโภค สายการบิน ธนาคารขนาดเล็ก และหุ้นอสังหาริมทรัพย์

ทั้งนี้ คาดว่าจะเห็นการเลือกตั้งเกิดขึ้นเร็วที่สุดในปลายปี 2558 เทียบปี 2549ที่ทหารมีอำนาจในการปกครองประเทศถึง 15 เดือน และรัฐบาลใหม่จะมุ่งปฏิรูปประเทศเป็นหลัก

ด้าน บล.ซีแอลเอสเอ เชื่อว่า รัฐประหารเป็นการปลดล็อกปัญหาการเมืองของไทย ทำให้ตลาดหุ้นตื่นตระหนกในระยะสั้นและลดลง เพราะมีนักลงทุนต่างชาติถือหุ้นอยู่มาก

แต่จากสถิติรัฐประหาร 2 ครั้งที่ผ่านมา พบว่า หุ้นจะปรับตัวขึ้น 1 เดือนหลังจากนั้น 9% และปรับตัวขึ้น 2% ภายใน3 เดือน หลังจากนั้นจะปรับตัวลดลง 5% ภายหลัง 6 เดือน และปรับตัวขึ้น 12.5% ในปีถัดไป

ดังนั้น จึงแนะนำนักลงทุนระยะยาวเลือกซื้อหุ้นส่งออก สื่อสาร แบงก์ใหญ่ อสังหาริมทรัพย์ และรับเหมา หลีกเลี่ยงหุ้นที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว ค้าปลีก สื่อ

หุ้นที่แนะนำซื้อคือ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ราคาที่เหมาะสม 410 บาท บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ราคา 68.80 บาท บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) 28 บาท บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) 67.3 บาท บริษัท อินทัช โฮลดิ้ง (INTUCH) 77.3 บาท

ขณะเดียวกัน ให้ขายหุ้นบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) ราคาที่เหมาะสม 183.5 บาท บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) ราคาที่เหมาะสม 8.8 บาท บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ (GLOBAL) 12.4 บาท และบริษัท การบินไทย (THAI) 12.9 บาท ธนาคารทหารไทย (TMB) 2.20 บาท KBANK ราคา 40.5 บาท และบริษัท บ้านปู (BANPU) 29.3 บาท

ด้าน บล.โนมูระ มองว่า รัฐประหารครั้งนี้มีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงมาก

นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีความแข็งแกร่งพอสมควร เห็นได้จากดัชนีหุ้นที่ปรับตัวลงไม่เกินวันละ 20 จุด นับตั้งแต่ประกาศใช้กฎอัยการศึก

ตอนนี้แรงขายจากต่างชาติถือว่าขายมากเกินไปแล้ว (Over Sold) โดยปี 2556 ขายไปทั้งหมด 2 แสนล้านบาท ส่วนปีนี้ต่างชาติยังมีแรงขายทรงตัว แต่หากไม่มีเหตุการณ์ที่บานปลายหรือรุนแรงเพิ่ม เชื่อว่าต่างชาติไม่น่าจะมีขายมากกว่านี้แล้ว

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ