
"จรัมพร" ชี้หุ้นไทยแข็งแกร่งพอ
กรรมการและผู้จัดการ ตลท. เชื่อหากไม่มีเหตุรุนแรงตลาดหุ้นจะกลับมาปกติ เหตุพื้นฐานยังแกร่ง
กรรมการและผู้จัดการ ตลท. เชื่อหากไม่มีเหตุรุนแรงตลาดหุ้นจะกลับมาปกติ เหตุพื้นฐานยังแกร่ง
นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ต้องถือว่าการที่ตลาดหุ้นไทยยังถือว่ามีความแข็งแกร่ง เพราะตั้งแต่วันที่ประกาศกฎอัยการศึกหรือหลังจากวันที่มีการยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หุ้นไทยปรับลงเฉลี่ยประมาณ 20 จุด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตลาดหุ้นไทยก็มีความแข็งแกร่งพอสมควร ส่วนแรงเทขายของต่างชาติไปรวม 2 วันหลังมีกฎอัยการศึกกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท แต่มองว่านักลงทุนจำเป็นต้องขายตามนโยบายของกองทุน ประกอบกับที่ผ่านมาประเทศไทยก็เคยผ่านวิกฤตต่างๆ มาแล้ว และทุกอย่างก็เริ่มดีขึ้นจนกลับเขาสู่สถานการณ์ปกติ
“ตอนนี้หากดูถึงแรงขายจากต่างชาติถือว่าขายมากเกินไปแล้ว (Over Sold) โดยปี 2556 ขายไปทั้งหมด 2 แสนล้านบาท และเดือน ม.ค.-ก.พ.ปีนี้ มีแรงขายเพิ่มอีก 2 หมื่นล้านบาท แต่ก็มีแรงซื้อกลับเข้ามาประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากนับรวม 2-3 วันนี้ก็มีแรงขายเพิ่มกว่า 1 หมื่นล้านบาท ก็ถือว่าปีนี้ต่างชาติยังมีแรงขายทรงตัว อย่างไรก็ดีหากไม่มีเหตุการณ์ที่บานปลายหรือรุนแรงเพิ่ม เชื่อว่าต่างชาติไม่น่าจะมีขายมากกว่านี้แล้ว”นายจรัมพรกล่าว
นายจรัมพร กล่าวต่อว่า สะท้อนให้เห็นว่าที่ผ่านมาตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา การแก้ไขปัญหาที่เกิดสุญญากาศโดยใม่มีรัฐบาลที่สามารถแก้ไขปัญญหาเศรษฐกิจให้เดินหน้าไปได้ไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาที่ถุกต้อง และกลุ่มองค์กรภาคเอกชน 7 แห่ง ก็ต้องการและประกาศเจตนารมณ์มาตลอดว่าต้องการให้ทุกอย่างกลับไปสู่สภาวะปกติโดยเร็ว ซึ่งคำว่าสภาวะปกติก็ต้องภายใต้กฎเกณฑ์ที่เหมาะสมกว่าเดิมที่จะนำไปสู่หลักประชาธิปไตยจริงๆ
“การแก้ปัญหาแบบวิธีการแบบไทยๆ 5-6 เดือนที่มีความพยายามจะทำให้เกิดขึ้นก็ไม่ได้ผล แต่สถานการณ์ตอนนี้ต้องถือว่าเป็นการเร่งทุกอย่างให้เดินหน้ากลับไปสู่หลักประชาธิปไตยได้เร็วขึ้น จากเดิมที่ไม่มีเลย สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของภาคการปกครอง และเป็นเรื่องที่ซับซ้อนจึงไม่สามารถอธิบายได้ทั้งหมด และก็ต้องให้ฝ่ายปกครองเป็นคนหาทางออก แต่ภาคผั่งธุรกิจต้องการให้กระบวนต่างๆ เสร็จสิ้นได้อย่างเร็ว”
นายจรัมพร ตอนนี้ประเทศกำลังทดลองเดินอีกก้าว แต่ก็เป็นวิธีการแก้ปัญหาแบบไทยๆ ก็ไม่อยากให้เอามาตรฐานของประเทศอื่นมาเปรียบเทียบกับประเทศไทย เพราะวิธีการแก้ปัญหาของแต่ละประเ







