posttoday
หุ้นลงแล้วเด้ง

หุ้นลงแล้วเด้ง

23 พฤษภาคม 2557

ทรีนีตี้คงเป้าหมายหุ้น 1,450-1,500 มองรัฐประหาร มีโอกาสฉุดดัชนีลงแตะ1,350-1,370 จุด ก่อนดีดกลับภายใน 2 เดือนแตะระดับ 1,450 - 1,500 จุด

ทรีนีตี้คงเป้าหมายหุ้น 1,450-1,500 มองรัฐประหาร มีโอกาสฉุดดัชนีลงแตะ1,350-1,370 จุด ก่อนดีดกลับภายใน 2 เดือนแตะระดับ 1,450 - 1,500 จุด 

บริษัทหลักทรัพย์(บล.)ทรีนีตี้ มองกรณีรัฐประหาร มีโอกาสฉุดดัชนี หุ้นลงไป แตะระดับ 1,350-1,370 จุด ก่อนจะดีดกลับภายใน 2 เดือนแตะระดับ 1,450 - 1,500 จุด ซึ่งเป็นระดับดับเป้าหมายดัชนีในช่วงเดือนมิ.ย.-ส.ค.ไว้ที่ระดับ 1450 – 1500 จุด เช่นเดิม
แนะนำลงทุนกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์-ปิโตรเคมี-ค้าปลีก และพลังงาน

 
นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้   เปิดเผยว่าบล.ทรีนีตี้ได้ทำการศึกษาถึงผลกระทบจากการเกิดรัฐประหารที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อตลาดทุนไทยโดยอ้างอิงจากเหตุการณ์ในอดีต ผนวกกับการวิเคราะห์สถานการณ์ในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤติกรรมของนักลงทุนต่างชาติ  การปรับตัวของตลาดเงิน ความเสี่ยงของประเทศ และผลกระทบที่จะมีต่อทิศทางของตลาดหุ้นรวมถึงราคาหุ้นในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม
 
ทั้งนี้ สรุปผลการศึกษาที่สำคัญ ได้ดังนี้ ระดับราคาในปัจจุบันยังไม่ตอบสนองต่อข่าวการรัฐประหารมากนัก แต่นักลงทุนต่างชาติได้มีการปรับพอร์ตการลงทุนมาบ้างแล้ว หลังจากการประกาศกฎอัยการศึกเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยฝ่ายวิเคราะห์ฯคาดการณ์แรงขายของนักลงทุนต่างชาติจะอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากการถือครองหุ้นไทยที่อยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวแล้ว (Under- owned)
 
อย่างไรก็ตามหากต้องการป้องกันความเสี่ยงจากการขายหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ แนะนำหลีกเลี่ยงการลงทุนกลุ่มอุตสาหกรรม ที่นักลงทุนต่างชาติถือครองในระดับสูงแล้วในขณะนี้ ได้แก่ ธนาคาร รับเหมา และสื่อสาร
 
สำหรับสถิติที่ผ่านมาดัชนีมักมีการปรับย่อตัวลง 3-7% ในช่วง 1-3 วันหลังจากการรัฐประหาร และมักดีดกลับได้เสมอ โดยใช้เวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์ในการปรับขึ้นสู่ระดับเดิมก่อนการประกาศรัฐประหาร ซึ่งประเด็นที่น่าสนใจได้แก่การที่ดัชนีสามารถปรับตัวสู่ระดับสูงสุดใหม่หลังจากการรัฐประหารผ่านไป 2 เดือน โดยระดับการปรับตัวขึ้นอยู่ที่ 8.5% โดยเฉลี่ยเมื่อเทียบกับช่วงก่อนการรัฐประหาร
 
วิเคราะห์ฯประเมินระดับการปรับตัวลงต่ำสุดที่มีโอกาสลงไปทดสอบได้อยู่ที่ประมาณ 7.3% และหากเกิดกรณีสถาบันจัดอันดับเครดิตจะออกมาประกาศปรับลดมุมมอง/อันดับความน่าเชื่อถือของไทย ผลกระทบสูงสุดของการปรับลดมุมมอง/อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศที่มีต่อดัชนีจะอยู่ที่ประมาณ 8% ซึ่งหากคิดลดจากระดับปัจจุบันที่ 1,405 จุด มองว่าระดับเลวร้ายที่สุดในทุกกรณีอยู่ที่ 1,300 จุดโดยประมาณ
 
ส่วนค่าเงินบาทโดยปกติแล้วมักจะมีเสถียรภาพหลังจากการประกาศรัฐประหาร ซึ่งเราคาดว่าส่วนหนึ่งมาจากการแทรกแซงของธนาคารกลาง และการปรับตัวของดัชนีค่าประกันความเสี่ยงพันธบัตรนั้นมักพบว่าไม่มีนัยสำคัญ
 
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญหลังจากการประกาศรัฐประหารได้แก่ อสังหาริมทรัพย์และรับเหมาก่อสร้าง, สื่อสาร บันเทิง และกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีสถิติการปรับตัวแข็งแกร่งกว่าตลาดและยังเป็นกลุ่มที่มีการถือครองของนักลงทุนต่างชาติในระดับค่าเฉลี่ยต่ำ ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี ค้าปลีก และพลังงาน
 
นายณัฐชาต สรุปกลยุทธ์การลงทุน ว่า หากในวันนี้ ดัชนีเปิดมาสูงกว่าหรือบริเวณระดับ 1,380 จุด ซึ่งเป็นจุดเข้าซื้อที่แนะนำไว้ใน The Big picture ครั้งก่อน แนะนำขายหุ้น ประมาณ 50% เพื่อลดพอร์ทการลงทุนไปก่อน สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าซื้อหุ้นเพิ่ม แนะนำเข้าซื้อที่ระดับดัชนี 1350 – 1370 ซึ่งเป็นแนวรับแรกในจำนวน 50% ของเงินสด
 
อย่างไรก็ดี หากดัชนีถูกปรับอันดับความน่าเชื่อถือจนทำให้ดัชนีปรับตัวหลุดกรอบ 1350 จุดลงมา แนะนำรอการเข้าซื้อที่ดัชนีบริเวณ 1300 จุดอีก 50% ของเงินสด

นอกจากนั้นแนะนำให้โยกย้ายการลงทุนจากกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และรับเหมาก่อสร้าง สื่อสาร บันเทิง และกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ มาเข้าสู่กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์, ปิโตเคมี, ค้าปลีก และพลังงาน ทั้งนี้มีหุ้นแนะนำ ได้แก่ HANA, KCE, SVI, IVL, CPALL และ BCP

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท