
อีโคคาร์ VS บี-เซ็กเมนต์ เปิดศึกตลาดรถยนต์นั่ง
ตลาดรถยนต์นั่งขนาดเล็ก (บีเซ็กเมนต์) ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องจากโครงการคืนภาษีรถคันแรก
โดย...พลพัต สาเลยยกานนท์
ตลาดรถยนต์นั่งขนาดเล็ก (บีเซ็กเมนต์) ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องจากโครงการคืนภาษีรถคันแรกในช่วงก่อนหน้านี้ที่ได้ดึงกำลังซื้อไปไว้ในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับสภาวะทางด้านเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และปัจจัยความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังคงส่งผลต่อเนื่อง ทำให้ผู้ประกอบการต่างพยายามกระตุ้นตลาดมาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าหลายค่ายจะปรับแผนไปให้ความสำคัญกับการเปิดตัวรถยนต์ในเซ็กเมนต์อื่นอยู่บ้าง
การแข่งขันในตลาดเริ่มมีความรุนแรงขึ้นอีกครั้งเมื่อบริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) เปิดตัว “ซูซูกิ เซเลริโอ” ด้วยการเคาะราคาที่ต่ำสุดในตลาด วัลลภ ตรีฤกษ์งาม ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ซูซูกิ เซเลริโอ” จะมีราคาต่ำกว่า 3.8 แสนบาท ซึ่งต่ำสุดในตลาด เพื่อจับกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่เป็นนักศึกษา และผู้เริ่มทำงานใหม่ที่มีกำลังซื้อไม่มากแต่ต้องการเข้าถึงการเป็นเจ้าของรถยนต์คันแรกในชีวิต หรือกลุ่มที่มีความต้องการใช้รถยนต์ตามการใช้งานเป็นหลัก
จึงเป็นที่จับตามองว่ารถยนต์รุ่นดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นตลาด โดยเฉพาะตลาดรถยนต์นั่งขนาดเล็กให้ฟื้นกลับคืนมาได้หรือไม่ เนื่องจากจะเป็นรุ่นเดียวที่มีการเปิดตัวในตลาดภายในปีนี้ ขณะที่ตลาดรถยนต์รวมหลายบริษัทเริ่มมีทิศทางความเห็นตรงกันว่าจะอยู่ที่ระดับเพียง 9 แสนคันเท่านั้น หรือลดลง 3040% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งตลาดอีโคคาร์อาจได้ผลกระทบที่น้อยกว่า โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ 28% ของตลาดรถยนต์นั่งรวมที่ 631,221 คัน ในปีที่ผ่านมา
“ปีที่ผ่านมาซูซูกิถือได้ว่าเป็นอันดับ 1 ตลาดอีโคคาร์ 5 ประตูที่ส่วนแบ่งทางการตลาด 37% พร้อมกันนี้ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าหมายยอดจำหน่ายไว้ที่ 5 หมื่นคัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 4.52 หมื่นคัน ซึ่งเชื่อว่าในปีนี้อีโคคาร์จะเข้ามามีบทบาทในตลาดรถยนต์นั่งเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน” วัลลภ กล่าว
ด้าน พิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดรถยนต์นั่งขนาดเล็กยังได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องจากโครงการคืนภาษีรถคันแรก และกำลังซื้อของตลาดกลุ่มนี้หายไปอยู่ แม้ว่าตลาดรถยนต์นั่งขนาดเล็ก (บีเซ็กเมนต์) จะชะลอตัวอยู่บ้างจากประเด็นดังกล่าวข้างต้น แต่เชื่อว่าการเปิดตัว “ฮอนด้า แจ๊ซ ใหม่” จะช่วยกระตุ้นตลาดและฉีกหนีการแข่งขันของอีโคคาร์ที่เข้ามาช่วงชิงตลาดอยู่ขณะนี้
ทั้งนี้ การแข่งขันในตลาดรถยนต์อีโคคาร์มีการแข่งขันที่รุนแรง นับได้จากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์กลุ่มดังกล่าวรวมถึงรถยนต์ บีเซ็กเมนต์ มีจำนวนหลายราย ซึ่งสถานการณ์ตลาดรถยนต์ บีเซ็กเมนต์ อาจไม่โตมากเมื่อเทียบกับอีโคคาร์ แต่จะสามารถตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ต้องการความแตกต่างด้านการออกแบบและสมรรถนะที่มีความต้องการเฉพาะ
การเปิดตัวของ “ฮอนด้า แจ๊ซ ใหม่” ได้มีการขยายช่องว่างของราคาในตัวล่างสุดเพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการในเรื่องราคาและขยายฐานลูกค้าให้ดีขึ้น ซึ่งมีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 5.557.54 แสนบาท พร้อมตั้งเป้ายอดขายที่ 2 หมื่นคันภายใน 1 ปี
นอกจากนี้ บริษัทตั้งเป้ายอดจำหน่ายรวมไว้ที่ 1.6 แสนคัน และคาดการณ์ว่าภาพรวมตลาดรถยนต์ในปีนี้จะอยู่ที่ต่ำกว่า 1 ล้านคัน ซึ่งบริษัทได้ปรับแผนการผลิตและการจำหน่ายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดอยู่เสมอ
“ต้องยอมรับว่าการดำเนินธุรกิจในสถานการณ์ทางการเมืองและการแข่งขันในตลาดขณะนี้ไม่ง่าย ซึ่งมีการปรับการผลิตและวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกัน” พิทักษ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม แผนการดำเนินการทั้งการเปิดตัวรถยนต์รุ่นต่างๆ ยังคงเป็นไปตามปกติ เพราะถึงแม้สถานการณ์เช่นนี้จะต้องเปิดตัวเพื่อกระตุ้นตลาดที่ยังคงมีความต้องการอยู่บ้าง โดย 3 เดือนแรกของปีมีการเปิดตัวรถยนต์รุ่นต่างๆ ของบริษัทน้อยเพราะไม่ใช่จังหวะของการเปิดตัว ซึ่งคาดว่าหลังจากนี้จะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ
การแข่งขันของผลิตภัณฑ์ที่มีความใกล้เคียงกันเช่นนี้ ต่างที่จะต้องปรับกลยุทธ์เพื่อให้ช่วงชิงส่วนแบ่งทางการตลาด แต่ดูเหมือนว่าเทรนด์ตอนนี้อีโคคาร์จะเบียด บีเซ็กเมนต์ อย่างสูสีจึงจะต้องหาจุดเด่นสำคัญเพื่อรักษาส่วนแบ่งในแต่ตลาดไว้ให้ได้







