
โพโตแมค วีดีโอ จากยุครุ่งเรืองสู่วันเลิกกิจการ
แอนน์ มารี เฮย์นส์ สาวใหญ่ชาวมะกัน เดินออกจากร้าน “โพโตแมค วิดีโอ” ธุรกิจให้เช่าภาพยนตร์ในรัฐวอชิงตัน ดี.ซี. อย่างใจหาย
โดย...ลภัสรดา ภูศรี
แอนน์ มารี เฮย์นส์ สาวใหญ่ชาวมะกัน เดินออกจากร้าน “โพโตแมค วิดีโอ” ธุรกิจให้เช่าภาพยนตร์ในรัฐวอชิงตัน ดี.ซี. อย่างใจหาย เนื่องจากนี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เจ้าตัวสามารถมาเช่าภาพยนตร์จากร้านประจำแห่งนี้ หลังจากใช้บริการของร้านมาตลอด 20 ปี
โพโตแมค วิดีโอ กลายเป็นหนึ่งในธุรกิจให้เช่าภาพยนตร์ในสหรัฐที่ต้องปิดกิจการลง หลังจากไม่สามารถ “ปรับตัว” รับความเปลี่ยนแปลง ทั้งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ตลอดจนเทรนด์ผู้บริโภคได้
เส้นทางธุรกิจของโพโตแมค วิดีโอ ของ เบนสัน โฟเกิล นักธรณีฟิสิกส์ชาวมะกัน เริ่มต้นขึ้นจากความรักในการดูหนังเป็นชีวิตจิตใจ แต่ด้วยอาชีพที่ต้องเดินทางออกไปสำรวจพื้นที่ในแถบขั้วโลกใต้ครั้งละนานหลายเดือน ทำให้เจ้าตัวพลาดการดูหนังในโรงภาพยนตร์ไปโดยปริยาย ส่งผลให้ทันทีที่เจ้าตัวได้อ่านบทความในหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ เกี่ยวกับการปฏิวัติวงการบันเทิงภายในบ้าน ที่ผู้คนจะเริ่มหันมาดูหนังในบ้านเพิ่มมากขึ้น โฟเกิล จึงบุกเบิกเปิดร้านให้เช่าวิดีโอเทปภาพยนตร์ในปี 1981 เสียเลย
โฟเกิล ทุ่มทุนราว 7.5 หมื่นเหรียญสหรัฐ หรือราว 1.5 ล้านบาทในขณะนั้น ซึ่งได้จากการทำธุรกิจซื้อขายเหมืองทองคำ ลุยเช่าพื้นที่หน้าร้านใจกลางเมือง และสั่งซื้อวิดีโอเทปภาพยนตร์ถึง 4,000 เรื่อง
ในช่วง 18 เดือนแรก ธุรกิจได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จนสามารถขยายพื้นที่ร้านให้ใหญ่ขึ้นเป็นเท่าตัว โดยมีภาพยนตร์ให้เลือกมากขึ้นถึง 8,000 เรื่อง หลังจากเครื่องเล่นวิดีโอกลายเป็นของเล่นชิ้นใหม่ที่ทุกบ้านต้องมี จนในที่สุดสามารถขยายสาขาได้ถึง 23 แห่งทั่วรัฐ โดย โฟเกิล ยอมทุ่มทุนถึง 1 ล้านเหรียญสหรัฐ ในการซื้อแผ่นภาพยนตร์เรื่องใหม่เข้าร้านทุกปีทีเดียว
แต่แล้วหลังจากดำเนินธุรกิจมานานเกือบ 23 ปี หายนะก็เริ่มคืบคลานเข้ามา จากการเข้ามาของอินเทอร์เน็ต ทำให้ร้านต้องเผชิญกับความต้องการที่ลดลง หลังจากลูกค้าจำนวนมากแห่ไปใช้บริการของ เนตฟลิกซ์ ผู้ให้บริการเช่าหนังรายใหญ่ ที่ไม่เพียงแต่จัดส่งซีดีหนังตรงถึงบ้าน ยังให้บริการ “สตรีม” ฉายภาพยนตร์ผ่านอินเทอร์เน็ต กดดันให้ทางร้านต้องทยอยปิดสาขาที่ไม่สร้างผลกำไร
“เป็นเรื่องที่ง่ายกว่าที่จะชมภาพยนตร์ติดต่อกัน 12 ชั่วโมงผ่านอินเทอร์เน็ต จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมาเปิดดีวีดีดูหนังทีละเรื่องอีกต่อไป” โฟเกิล เปิดใจ
เมื่อไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น สวนทางกับรายได้ที่หดตัวลงไม่ไหว ในที่สุดทางร้านจึงเริ่มงัดสารพัดกลยุทธ์ขึ้นมาเพื่อประคองให้ธุรกิจดำเนินต่อไปให้ได้นานที่สุด เช่น ทดลองให้บริการจัดส่งถึงที่ตามรอยของเนตฟลิกซ์บ้าง แต่ก็ไม่เป็นผล เนื่องจากเงินทุนของบริษัทเริ่มร่อยหรอลงอย่างต่อเนื่องถึงเดือนละ 3,000-4,000 เหรียญสหรัฐ จึงไม่สามารถแข่งขันสู้กับรายใหญ่ได้
และในช่วง 4-5 ปีให้หลัง รายได้ในแต่ละเดือนแทบจะไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายการดำเนินธุรกิจที่สูงถึง 2.5 หมื่นเหรียญสหรัฐ (ราว 8 แสนบาท) ส่งผลให้ โฟเกิล ต้องจำใจประกาศปิดกิจการลง และเริ่มต้นการเลหลังขายวิดีโอเทปและซีดีภาพยนตร์ที่เคยปล่อยเช่าในแต่ละสาขา สนนราคาม้วนและแผ่นละตั้งแต่ 25 เซนต์–10 เหรียญสหรัฐ ตลอดจนการขายซีดีหนังที่เลิกผลิตแล้ว หรือสินค้าหายากที่เกี่ยวกับภาพยนตร์ต่างๆ ผ่านเว็บไซต์อะเมซอน
แม้จะได้รับการตอบรับอย่างดีจากคอหนังที่แห่เข้ามาซื้อกันอย่างล้นหลาม โดยขณะที่ลูกค้ารายหนึ่งกวาดซื้อหนังสัญชาติเยอรมันทุกเรื่องจนหมดชั้นเป็นเงินถึง 1,000 เหรียญสหรัฐ (ราว 3.2 หมื่นบาท) ลูกค้าอีกรายก็ไล่คว้าภาพยนตร์สงครามทุกเรื่องที่เห็น แต่ลูกค้าขาประจำเหล่านี้ก็อดใจหายไม่ได้ที่ต่อจากนี้จะไม่มีร้านให้เช่าภาพยนตร์ในเมืองอีกแล้ว
“ฉันไม่เคยมีซีดีหนังเยอะขนาดนี้มาก่อน จะมีได้อย่างไร เพราะก่อนหน้านี้ ฉันสามารถมาเช่าจากร้านได้เสมอ” ลอรา ซิลเวอร์ ลูกค้าขาประจำ กล่าว ขณะถือซีดีหนังอย่างน้อย 60 แผ่นอยู่ในมือ
นอกเหนือจากบรรดาลูกค้าประจำที่ใกล้ชิดกันเหมือนญาติแล้ว กลุ่มคนที่ โฟเกิล เป็นห่วงที่สุด คงหนีไม่พ้นพนักงานของร้านทั้ง 8 คน ซึ่งหมายรวมถึง จอน ฟรังก์ ผู้จัดการร้าน ซึ่งจบการศึกษาด้านภาพยนตร์ ที่ร่วมหัวจมท้ายมานานถึง 20 ปี
“พนักงานที่นี่ไม่ต่างกับสารานุกรมเดินได้ พวกเขารู้ทุกอย่าง ผมแค่บอกว่าผมอยากดูหนังที่เกี่ยวกับฝูงสัตว์อพยพ พวกเขาสามารถหาให้ผมได้ทันที” อาวีวา แคมเนอร์ ผู้ผลิตภาพยนตร์สารคดีลูกค้าประจำของร้าน เล่า
แม้หลังจากที่ปิดกิจการลงไปอย่างถาวรเมื่อต้นปี 2014 โฟเกิล ในวัย 78 ปี ยังคงเดินในเส้นทางธุรกิจต่อไป โดยหันไปร่วมทุนกับเพื่อนซี้เปิดธุรกิจโรงแรมขนาดเล็ก แต่ในครั้งนี้เจ้าตัวดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวังมากขึ้น โดยยึดหลัก “ปรับตัว” เป็นสำคัญ เพราะ โฟเกิล ลั่นว่าจะไม่พลาดเป็นครั้งที่สอง!







