
อุตสาหกรรมหาทางอุ้มผู้ผลิต
วิฑูรย์ลั่นประกาศมาตรการช่วยเต็มที่สอท.เผยนักลงทุนต่างชาติผวาไทยหนัก
วิฑูรย์ลั่นประกาศมาตรการช่วยเต็มที่สอท.เผยนักลงทุนต่างชาติผวาไทยหนัก
กระทรวงอุตฯ ขยับตัว ออกมาตรการกระตุ้นผู้ผลิต ช่วยผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจทรุด
นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า หากการเมืองจบเร็วเชื่อว่าเศรษฐกิจของไทยจะดีขึ้น และส่งผลดีต่อภาคอุตสาหกรรมด้วย ทั้งนี้กระทรวงอุตสาหกรรมได้เรียกประชุมอธิบดีทุกกรมและผู้บริหารหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแล เพื่อร่วมหารือเกี่ยวกับแนวทางการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา โดยในวันที่ 22 พ.ค. 2557 จะประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา
“เรารับผิดชอบดูแลในส่วนของเอสเอ็มอีและภาคผลิตอุตสาหกรรม หลังหารือกับหน่วยงานภายใต้กระทรวงแล้ว เราจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรมออกมาแน่นอน” นายวิฑูรย์ กล่าว
นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า หลังประเทศไทยมีการประกาศกฎอัยการศึก ได้มีคู่ค้าต่างชาติสอบถามสมาชิก ส.อ.ท. ซึ่งเป็นผู้ส่งออกจำนวนมากทั้งทางโทรศัพท์และอีเมลถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและสอบถามว่าผู้ประกอบการไทยยังสามารถส่งสินค้าไปให้คู่ค้าได้หรือไม่
“ได้ชี้แจงว่าการประกาศกฎอัยการศึกเป็นไปเพื่อยุติความรุนแรงของสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการผลิตหรือส่งสินค้าแต่อย่างใด ขอให้คู่ค้าเชื่อมั่นสถานการณ์ในประเทศไทยได้ ซึ่งทางคู่ค้าก็เข้าใจ และระบุว่า จะยังสั่งซื้อสินค้าของเอกชนไทยต่อไป แต่ก็ไม่ใช่ว่าทางต่างชาติจะเชื่อจากคำพูดเราอย่างเดียว เพราะคู่ค้าต่างชาติหลายรายก็มีสำนักงานในไทยและติดตามสถานการณ์ไทยอยู่แล้ว” นายวัลลภ กล่าว
นางเกศมณี เลิศกิจจา ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง ส.อ.ท. และนายกสมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางไทย กล่าวว่า การประกาศกฎอัยการศึก เป็นการดำเนินการที่ดี เพื่อยุติความรุนแรงของทั้งสองฝ่าย อย่างไรก็ตาม ก็ได้รับผลกระทบจากปัญหาทางการเมือง โดยล่าสุดทางเจ้าหน้าที่ทางการของประเทศอิตาลี ประจำในไทย จะนำผู้ประกอบการเครื่องสำอางของประเทศอิตาลีกว่า 10 ราย เข้ามาทำตลาดในไทย แต่จากสถานการณ์ทางการเมืองจึงไม่แน่ใจว่าจะยังสนใจเข้ามาทำตลาดในไทยเพิ่มเติมหรือไม่
แหล่งข่าวจากธุรกิจที่ปรึกษา กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทขนาดใหญ่จากญี่ปุ่นที่มีฐานผลิตใหญ่ในไทย เริ่มจ้างบริษัทที่ปรึกษาศึกษาเรื่องการย้ายการผลิตสินค้าในบางประเภทไปยังอินโดนีเซีย
โดยเฉพาะสินค้าที่มีความซับซ้อนของการผลิตสูงต้องการการพัฒนาที่ต่อเนื่องไปยังประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งถ้าไปจริงก็ต้องมีการย้ายผู้บริหารที่เก่งที่สุดไปอยู่อินโดนีเซียด้วย จากเดิมที่บริษัทญี่ปุ่นจะให้ผู้บริหารเหล่านี้อยู่ในประเทศไทย ซึ่งเป็นฐานผลิตใหญ่
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันทุนญี่ปุ่นได้ลงทุนในอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยระยะแรกเป็นการรองรับตลาดในประเทศ แต่เมื่อซัพพลายเชนการผลิตพัฒนาได้มากขึ้นเช่นกลุ่มยานยนต์ คาดว่าจะมีการเพิ่มการผลิตในอินโดนีเซียมากขึ้นและหากสถานการณ์ในไทยไม่ดีขึ้นก็คงจะค่อยๆ ลดการผลิตจากฐานในไทยลง







