
ลดกำไรหุ้นปีนี้-ปีหน้า
นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส ได้ทำการทบทวนประมาณการกำไรปี 2557 และ 2558 ได้ที่ 8.7 แสนล้านบาท ในปีนี้ และ 9.8 แสนล้านบาท ในปีหน้า โดยลดลงจากเดิมราว 2% และ 1% ตามลำดับ โดยเป็นการลดของกลุ่มหลักคือ ธนาคารพาณิชย์ ลดลง 3.4% (ตั้งสำรองเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปีนี้) กลุ่มพลังงาน บริษัท ปตท. (PTT) บริษัท ไทยออยล์ (TOP) จากธุรกิจอะโรเมติกส์ที่ยังย่ำแย่ เพราะการผลิตล้นตลาด ลดลง 2.9% ปิโตรเคมี บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) 5.6% เกษตร บริษัท จีเอฟพีที (GFPT) จากต้นทุนวัตถุดิบที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในช่วงที่เหลือของปีนี้ ลดลง 6.6% โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERW) ช่วงไตรมาส 2 ปี 2557 เป็นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว ลดลง 8.7% และบันเทิง บริษัท อสมท (MCOT) บริษัท บีอีซี เวิลด์ (BEC) บริษัท อาร์เอส (RS)รายได้ค่าโฆษณาหดตัวลงมากและมีการลงทุนเพิ่ม ปรับลดลง 11.5%
นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส ได้ทำการทบทวนประมาณการกำไรปี 2557 และ 2558 ได้ที่ 8.7 แสนล้านบาท ในปีนี้ และ 9.8 แสนล้านบาท ในปีหน้า โดยลดลงจากเดิมราว 2% และ 1% ตามลำดับ โดยเป็นการลดของกลุ่มหลักคือ ธนาคารพาณิชย์ ลดลง 3.4% (ตั้งสำรองเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปีนี้) กลุ่มพลังงาน บริษัท ปตท. (PTT) บริษัท ไทยออยล์ (TOP) จากธุรกิจอะโรเมติกส์ที่ยังย่ำแย่ เพราะการผลิตล้นตลาด ลดลง 2.9% ปิโตรเคมี บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) 5.6% เกษตร บริษัท จีเอฟพีที (GFPT) จากต้นทุนวัตถุดิบที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในช่วงที่เหลือของปีนี้ ลดลง 6.6% โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERW) ช่วงไตรมาส 2 ปี 2557 เป็นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว ลดลง 8.7% และบันเทิง บริษัท อสมท (MCOT) บริษัท บีอีซี เวิลด์ (BEC) บริษัท อาร์เอส (RS)รายได้ค่าโฆษณาหดตัวลงมากและมีการลงทุนเพิ่ม ปรับลดลง 11.5%
ในทางตรงกันข้าม มีการปรับเพิ่มกำไรในบางกลุ่มเช่นกัน คือ สื่อสาร เพิ่มขึ้น 6.6% มาจากบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ที่ขาดทุนลดลงจากการรับรู้กำไรของกองทุน TRUEIF ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น 14.6% มาจากบริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ (KCE) และบริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส (HANA) ขนส่ง เพิ่มขึ้น 12.1% มาจากบริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) และบริษัททางด่วนกรุงเทพ (BECL) ซึ่งได้รับผลดีจากการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานการบัญชี กลุ่มยานยนต์ มีการรวมกำไรของหุ้นใหม่ บริษัท พี.ซี.เอส.แมชีน กรุ๊ปโฮลดิ้ง (PCSGH) 1,200 ล้านบาท กำไรในกลุ่มเพิ่มขึ้น 17% และโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น 3.06% จากบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) เป็นหลัก ผลจากการลดต้นทุนได้อย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ผลของหุ้นเพิ่มทุน (รวมหุ้นปันผลสูง) ทำให้กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) หลังปรับลดประมาณการลดลงราว 2.8% เหลือ 98.14 บาท (จากเดิม 100.96 บาท) หรือมีอัตราเติบโตกำไรต่อหุ้นราว 7.74% (เทียบกับ 7% ในปี 2556) ภายใต้ประมาณการกำไรต่อหุ้นใหม่ทำให้ดัชนีเป้าหมายสิ้นปี 2557 จะลดลงเหลือ 1,374 จุด อิงสัดส่วนราคาต่อกำไรที่คาดหวัง 14 เท่า ซึ่งทำให้ดัชนีมีความเสี่ยงที่จะปรับลดลงต่อเนื่อง
ทั้งนี้ หากพิจารณาการเป็นรายกลุ่ม จะพบว่า กลุ่มที่มีการเติบโตของกำไรต่อหุ้นมากกว่าตลาด ส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นที่อิงกับการเติบโตของเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก ได้แก่ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เติบโต 20% ส่งออกอาหาร 16% พลังงาน 14% เกษตร 13% และปิโตรเคมี 13% นอกจากนี้ มีกลุ่มที่อิงกำลังซื้อภายในประเทศที่เติบโตมากกว่าตลาดแต่เป็นเพียงบางกลุ่มเท่านั้น เช่น ประกันเติบโต 34% สื่อสาร 29% ค้าปลีก 20% ตรงข้ามกับกลุ่มขนส่ง ยานยนต์ และท่องเที่ยว ที่หดตัวแรง 25%, 23% และ 16% ตามลำดับ
กลยุทธ์การลงทุน ยังคงน้ำหนักการลงทุน 40% ตามเดิม โดยเน้นเลือกหุ้นเป็นรายตัวที่อิงกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบจากการเมืองน้อย หรือมีฐานรายได้จากต่างประเทศเป็นหลัก ได้แก่ บริษัท ไทยคม (THCOM) มูลค่าที่เหมาะสม 50 บาท บริษัท ไออาร์พีซี (IRPC) มูลค่าที่เหมาะสม 4.2 บาท บริษัท เอสทีพี แอนด์ ไอ (STPI) มูลค่าที่เหมาะสม 28.46 บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) มูลค่าที่เหมาะสม 520 บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส (IVL) มูลค่าที่เหมาะสม 30 บาท และบริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) มูลค่าที่เหมาะสม 76 บาท
สำหรับ TUF อาจได้รับผลกระทบช่วงสั้นจากการถูกถอดจาก MSCI small cap index แนะนำให้ซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว โดยแนะนำให้หลีกเลี่ยงหุ้น โรงแรม ท่องเที่ยว การบิน นิคมอุตสาหกรรม และธนาคารพาณิชย์







