
บจ.maiกำไรแค่1,437ล้าน
หายวับ24%มาร์จิ้นลดค่าใช้จ่ายเพิ่มยอดขายเพิ่มเกือบ12%เป็น28,500ล้าน
หายวับ24%มาร์จิ้นลดค่าใช้จ่ายเพิ่มยอดขายเพิ่มเกือบ12%เป็น28,500ล้าน
บจ. mai ฝีมือตก กำไรสุทธิลด 462 ล้าน ต้นทุนและค่าใช้จ่ายบาน บริษัทมีกลยุทธ์ถึงเอาตัวรอดได้
นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai)เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ใน mai จำนวน 95 บริษัท จากทั้งหมด97 บริษัท มีกำไรสุทธิรวม 1,437 ล้านบาท ลดลง 462 ล้านบาท หรือคิดเป็น 24.32% จากกำไรสุทธิ 1,899ล้านบาท ในปีก่อน
กำไรที่ลดลงมาจากเหตุผลต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 15.07% และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานรวมเพิ่มขึ้น 14.31% ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงมาอยู่ที่ 20.32% ขณะที่ยอดขายรวมเพิ่มขึ้น 11.93% เป็น 2.85 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตาม บริษัทจำนวน 69 แห่ง หรือ 71% ใน mai ยังคงมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน โดย 36 บจ.มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น
“กำไรสุทธิรวมของ บจ.ใน mai ทุกภาคธุรกิจ ทั้งการเงิน การผลิต อสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะธุรกิจบริการ ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ การชะลอการใช้จ่ายและการลงทุน ส่วนบริษัทที่ยังสามารถรักษาการเติบโตของกำไรสุทธิไว้ได้ ส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่มีการปรับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ สามารถควบคุมบริหารต้นทุน และเป็นบริษัทที่เริ่มรับรู้รายได้จากการลงทุนไปช่วงที่ผ่านมา” นายประพันธ์ กล่าว
ทั้งนี้ หากพิจารณาในรายละเอียด พบว่ายอดขายรวมที่เพิ่มขึ้นของ บจ.ใน mai มาจาก 7 อุตสาหกรรม ขณะที่กลุ่มธุรกิจการเงิน (Financial) มียอดขายลดลง ส่วนกลุ่มที่ยังคงรักษาการเติบโตของกำไรสุทธิในไตรมาสนี้ไว้ได้ คือ กลุ่มทรัพยากร (Resource) และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (Consume)
สำหรับ บจ. 5 บริษัทที่มีกำไรสุทธิสูงสุดในไตรมาสนี้ ได้แก่ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ (EA) มีกำไรสุทธิ 460 ล้านบาท บริษัท ชูไก (CRANE) 157 ล้านบาท บริษัท เอไอ เอนเนอร์จี (AIE) 85 ล้านบาท บริษัท บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป (BROOK) 73 ล้านบาท และบริษัท ยูนิมิต เอนจิเนียริ่ง (UEC) 58 ล้านบาท ตามลำดับ
ด้าน นายสัญชัย เนื่องสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บิวเดอสมาร์ท (BSM)ผู้นำนวัตกรรมก่อสร้างสำหรับอาคารสำนักงานและที่อยู่อาศัย กล่าวว่า ในไตรมาสแรกปีนี้มีกำไรสุทธิ 4.22 ล้านบาท ลดลง 1.25 ล้านบาท หรือ 22.85%จากที่มีกำไรสุทธิ 5.47 ล้านบาท มาจากรายได้ลดลง เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และภาวะการเมืองที่ยังคงมีความไม่แน่นอน ส่งผลให้ยอดขายในประเทศลดลง
ขณะที่แนวโน้มจะดีขึ้นในช่วง 9เดือนสุดท้าย บริษัทจึงตั้งเป้ารายได้ทั้งปีไว้ที่ 700 ล้านบาท และกำไรโตราว30% รวมทั้งจะขยายตลาดเพิ่มในกลุ่มโรงพยาบาล สถานศึกษา ทั้งจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ไตรมาสแรกบริษัทมีรายได้จากการขาย 124.88 ล้านบาท มาจากภายในประเทศ 104.77 ล้านบาท สัดส่วน 84% และต่างประเทศ 20.11 ล้านบาท หรือ 16%
นอกจากนั้น เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ของบริษัท จึงได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่คือ ระบบประตูบานเลื่อน “โว๊ค วอลล์”ซึ่งเหมาะสำหรับการกั้นห้องภายในคอนโดมิเนียมหรือสำนักงาน จุดเด่นของ “โว๊ค วอลล์” คือ เป็นการกั้นห้องที่ทำให้ห้องดูโล่งแต่แบ่งห้องให้เป็นสัดส่วนได้ชัดเจน มีดีไซน์สวยงาม และทำให้คอนโดมิเนียมหรือออฟฟิศน่าอยู่มากขึ้น ซึ่งบริษัทคาดว่าการออกผลิตภัณฑ์ใหม่นี้จะสามารถช่วยเพิ่มยอดขายได้อีกทางหนึ่ง







