
ธุรกิอาหารสะดุด ปรับแผนลุ้นกู้ยอดครึ่งหลัง
ภาพรวมธุรกิจอาหารในช่วงครึ่งปีแรก การเติบโตเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ กำลังการซื้อของผู้บริโภค ลดลงแม้กระทั่งอาหาร ซึ่งเป็นปัจจัยสี่ของการดำรงชีวิต ค่ายผู้ผลิตจึงต้องปรับแผนการตลาดครึ่งปีหลัง เพื่อผลักดันรายได้ให้ได้ตามเป้าหมาย
ภาพรวมธุรกิจอาหารในช่วงครึ่งปีแรก การเติบโตเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ กำลังการซื้อของผู้บริโภค ลดลงแม้กระทั่งอาหาร ซึ่งเป็นปัจจัยสี่ของการดำรงชีวิต ค่ายผู้ผลิตจึงต้องปรับแผนการตลาดครึ่งปีหลัง เพื่อผลักดันรายได้ให้ได้ตามเป้าหมาย
วิทวัส ตันติเวสส รองกรรมการผู้จัดการบริหารด้านการตลาด บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ภาพธุรกิจอาหารในช่วงครึ่งปีแรกมีแนวโน้มว่าจะมีอัตราการเติบโตเพียงไม่ถึง 10% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เติบโตมากกว่า 10% เนื่องจากตลาดได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ กำลังการซื้อผู้บริโภคลดลง
จากปัจจัยลบดังกล่าวคาดว่าสถานการณ์ตลาดอาหารครึ่งปีหลังน่าจะกลับมาดีขึ้นบ้างเพียงเล็กน้อย และส่งผลให้ภาพรวมธุรกิจอาหารทั้งปีเติบโตต่ำกว่า 10%
สำหรับยอดขายกลุ่มธุรกิจอาหารซีพีเอฟในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา มีอัตราการเติบโต 15% ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ และคาดว่า 6 เดือนจะมียอดขายเติบโตได้ 15% เพราะบริษัทมีแผนที่จะเปิดตัวสินค้าใหม่ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี เพื่อผลักดันให้ทั้งปีมีรายได้เติบโต 10-15% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีรายได้ 3.89 แสนล้านบาท
วสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เครือเบทาโกร ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอาหารสด และแปรรูปเบทาโกร ชี้แจงว่า ตลาดสินค้าเกษตรและปศุสัตว์ในช่วงครึ่งปีแรกมีอัตราการเติบโต 5% ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี เนื่องจากสินค้าที่ออกมาสู่ท้องตลาดมีน้อยส่งผลให้สินค้า ขายได้ราคาดี
ในด้านของภาพรวมครึ่งปีหลัง คาดว่าราคาสินค้ามี แนวโน้มต่ำลง เพราะผู้ประกอบการเริ่มนำเข้าพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ขณะที่แผนธุรกิจของบริษัทระหว่างปี 2553-2563 บริษัท มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ด้วยการแตกไลน์กลุ่มธุรกิจใหม่ๆ ภายใต้งบลงทุน 3,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังรุกธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นมิยะทะเคะ ซะนุคิ อย่างจริงจัง ด้วยการวางแผน 5 ปี เปิด 40 สาขา จากปีนี้คาดว่าจะเปิดให้ครบ 5 สาขา ขณะเดียวกันก็จะขยาย ช่องทางจำหน่ายร้านค้าส่ง เพื่อผลักดันให้สิ้นปีนี้รายได้ 8.07 หมื่นล้านบาท เติบโต 15% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีรายได้ 7.06 หมื่นล้านบาท
อดิศักดิ์ รักอริยะพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทรัพย์อนันต์ เยนเนอรัล ฟู้ด ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย เครื่องดื่มฟังก์ชันนัล กล่าวว่า ปีนี้คาดว่าเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์มูลค่า 3,000 ล้านบาท จะมีอัตราการเติบโตต่ำกว่า 10% จากตลาดที่เริ่มหมดความหวือหวาและฐานตลาด ที่ใหญ่ขึ้น
“กลยุทธ์การตลาดที่บริษัทจะเน้นมากขึ้นในปีนี้คือ การ หันมาขายสินค้าระดับอีโคโนมี หรือมีราคาต่ำกว่า 10 บาท เพื่อขยายฐานลูกค้ากลุ่มรากหญ้ามีราคาที่ไม่สูง โดยสิ้นปีคาดว่าจะมีรายได้ 2,800 ล้านบาท เติบโต 20% จากปีก่อนที่มีรายได้ 2,400 ล้านบาท” อดิศักดิ์ กล่าว
เช่นเดียวกับสินค้ากลุ่มขนมขบเคี้ยว โดย สมชาย อัศวเศรณี ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท เนเจอร์ เบสท์ฟู้ด กล่าวว่า ภาพรวมรายได้ของบริษัทในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา เติบโตลดลง 30% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัญหาทางการเมืองส่งผลให้ผู้บริโภคชะลอกำลังซื้อและทำให้บริษัท ต้องปรับแผนการทำตลาด ด้วยการหันมาเปิดตัวสินค้าใหม่ ทั้งในกลุ่มของสาหร่ายและข้าวหอมอบกรอบ รวมไปถึงการขยายตลาดส่งออกให้มากขึ้น เพื่อให้สิ้นปีมีรายได้เท่ากับ ปีที่ผ่านมาคือ 400-500 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้ส่งออก 70% ในประเทศ 30%
วิทวัส พลไพศาล รองประธานกรรมการบริษัท เฮอริเทจ สแน็ค แอนด์ ฟู้ด กล่าวว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจนับจากนี้บริษัทยังคงเดินหน้าขยายตลาดส่งออกอย่างต่อเนื่อง เพื่อ ลดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจในประเทศ เพราะจากปัจจัยลบทางด้านเศรษฐกิจ การเมืองที่เกิดขึ้นส่งผลให้ 4 เดือนแรกของปีนี้มีรายได้เติบโต 10% ต่ำกว่าเป้าหมายที่คาดว่าจะโต 20%
อย่างไรก็ตาม หลังจากออกมาเปิดสินค้าใหม่ในกลุ่ม ป๊อปคอร์นและถั่ว รวมไปถึงขยายตลาดส่งออกคาดว่าสิ้นปีจะมีรายได้กลับมาเติบโตได้ที่ 20% จากปีก่อนที่มีรายได้เกือบ 4,000 ล้านบาท
แม้ว่าจะมีปัจจัยลบเกิดขึ้นส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้สะดุดไปบ้าง แต่จากการออกมาปรับแผนธุรกิจ เชื่อว่า แต่ละรายน่าจะมีรายได้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ถ้าไม่มีเหตุการณ์เหนือความคาดหมายเกิดขึ้นซ้ำอีก







