
สุขอนามัยอาหารคนไทยสุขอนามัยอาหารคนไทย
มีโอกาสคุยกับคุณหมอกำธร เผ่าสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคทางเดินอาหารและผู้อำนวยการโรงพยาบาลวิชัยยุทธหลายวันก่อน จึงได้รับรู้ว่ามีงานวิจัยจากสถิติผู้ป่วยเข้ารับการรักษาจากอาการท้องร่วงในสหรัฐปีหนึ่ง 1.28 แสนราย และเสียชีวิตถึง 3,000 ราย
มีโอกาสคุยกับคุณหมอกำธร เผ่าสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคทางเดินอาหารและผู้อำนวยการโรงพยาบาลวิชัยยุทธหลายวันก่อน จึงได้รับรู้ว่ามีงานวิจัยจากสถิติผู้ป่วยเข้ารับการรักษาจากอาการท้องร่วงในสหรัฐปีหนึ่ง 1.28 แสนราย และเสียชีวิตถึง 3,000 ราย
นี่ขนาดว่า ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ออกกฎหมายว่าด้วยสุขอนามัยอาหารในสหรัฐตั้งแต่ 4 ม.ค. 2011 มาก่อนแล้วก็ตาม...แต่อาจนับว่าอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าที่จะรับกันได้
ส่วนในประเทศไทยงานวิจัยนี้พบว่า ปี 2010 มีผู้ป่วยที่ต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะท้องร่วงสูงถึง 747,709 ราย แต่เสียชีวิตเพียง 1,048 ราย!
แปลว่าระบบการรักษาพยาบาลของแพทย์ไทยในโรงพยาบาล มีความสามารถในการดูแลผู้ป่วยโรคทางเดินอาหารประเภทท้องร่วง ทำได้ดีกว่าในสหรัฐด้วยซ้ำ
ขณะที่เวลานี้ สหรัฐขอเชิญทีมแพทย์ไทยไปนำเสนองานวิจัยให้ฟัง เพื่อขอเรียนรู้จากประสบการณ์กันเลยทีเดียว
เจ๋งไหมล่ะ เจ้าของงานวิจัยคือ หมอสมบัติ ตรีประเสริฐสุข หมอแก้วใจ เทพสุธรรมรัตน์ หมอบุปผา กิจสหวงศ์ อาจารย์อรุณ จิรวัฒน์กุล และหมอกำธร
แต่ผลจากงานวิจัยชิ้นนี้ก็แปลว่า ระบบสุขอนามัยการกินของคนไทยยังอ่อนแอมาก เพราะคนของเราป่วยท้องร่วงมากกว่าคนของสหรัฐตั้งเกือบ 7 เท่า!
ผู้ป่วยท้องร่วงในโรงพยาบาลของไทยคิดเป็น 29% ของผู้รับเข้ารักษาในโรงพยาบาลทั่วประเทศ
งานวิจัยนี้พบว่า สาเหตุน่าจะมาจากการตระเตรียมอาหารของผู้ประกอบอาหารในไทยที่ปรุงไม่สุกเพียงพอ ประจวบกับความตื่นตัว เข้าถึงสุขอนามัยอาหารของคนไทยก็ยังน้อยเกินไป อากาศร้อนทำให้อาหารบูดเสียเร็วกว่า จุลินทรีย์มีอัตราการเกิดและแพร่พันธุ์ได้ง่ายกว่า การเก็บรักษาและการล้างทำความสะอาดอาหาร ผลไม้ มีด เขียงและภาชนะก็ยังต้องปรับปรุง รวมทั้งการล้างมือของผู้ปรุงอาหารก็สำคัญด้วย
ผู้บริหารของสมาคมแพทย์โรคทางเดินอาหาร ซึ่งค้นพบข้อเท็จจริงนี้จึงกำลังจะออกเดินสายเข้าพบผู้บริหารในระบบการสาธารณสุขของไทย เพื่อเอาข้อค้นพบนี้ไปส่งมอบและหวังจะได้ร่วมมือกับระบบต่างๆ ลดความเจ็บป่วยของคนไทยจากโรคทางเดินอาหารให้น้อยลง
ชาวอเมริกันมี 250 ล้านคน ป่วยท้องเสียขนาดเข้าโรงพยาบาลแสนคนต้นๆ ต่อปี แต่ชาวไทย 65 ล้านคน ป่วยท้องเสียขนาดเข้าโรงพยาบาลซะเกือบ 7.5 แสนคน/ปี
ต้องแก้ไขกันยกใหญ่กระมัง
ผมเลยเกิดสนใจค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับดัชนีวัดคุณภาพชีวิตเมืองของกรุงเทพฯ เปรียบเทียบกับเมืองหลักในเอเชีย ซึ่งทำโดย Economist Intelligence Unit ใน 22 มหานครของทวีปเอเชีย กรุงเทพฯ ได้คะแนนต่ำกว่ามาตรฐานมากเรื่องการใช้น้ำไม่มีประสิทธิภาพและการจัดการขยะได้ด้อยกว่าเมืองอื่นๆ
ชาวเอเชียใน 22 มหานครตั้งแต่ ปักกิ่ง ฉงชิ่ง เซี่ยงไฮ้ นิวเดลี กว่างโจว นานกิง จาการ์ตา โซล ไทเป โยโกฮามา โตเกียว โอซากา กัวลาลัมเปอร์ ฯลฯ เขาทิ้งขยะเฉลี่ยต่อคนคือ 375 กิโลกรัม/ปี ซึ่งก็นับว่ามากแล้ว
แต่ชาวกรุงของเราทิ้งขยะกันเฉลี่ย 535 กิโลกรัม/ปี เยอะกว่าชาวเอเชียทั่วไปเกือบเท่าตัว!
และในขณะที่เมืองอื่นๆ ข้างต้น เขาเก็บขยะมูลฝอยออกจากเมืองไปได้ราว 83% ส่วนกรุงเทพฯ มีแรงเก็บออกไปเพียง 63%! นี่คือข้อมูลปี 2010 ที่เคยเก็บกันไว้
แปลว่า เราเหลือเศษขยะทิ้งอยู่ตามซอกซอย ที่ดินร้าง ข้างใต้ท่อน้ำทิ้งอีกเยอะแยะ
แน่นอนว่า เป็นแหล่งเพาะที่จะให้ความสุขสมบูรณ์แก่เชื้อโรคและเชื้อรา ไม่นับสัตว์พาหะอีกทุกประเภท ทั้งมีขามากหรือขาน้อย ไม่มีขา หรือแม้แต่พวกมีปีก
เราอาจมีอัตราเสียชีวิตจากท้องร่วง น้อยกว่าสหรัฐอย่างน่าประทับใจ ทั้งด้วยเหตุที่หมอเราเก่ง เข้าใจโรค แต่คนของเราก็ยังป่วยท้องร่วงมากกว่าแยะ
ในด้านการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค แหล่งน้ำดิบของเราคุณภาพถดถอยลง เฉลี่ยทุกแม่น้ำที่ไหลเข้าใกล้กรุงเทพฯ นี่ขนาดยังไม่ผ่านถึงกรุงเทพฯ นะครับ ส่วนน้ำทะเลที่รุกล้ำเข้ามาในร่องแม่น้ำก็ลึกเข้าทุกที ทำให้น้ำดิบต้นทุนที่ยังไม่เค็ม และไม่ปนเปื้อนสารพิษจากการเกษตรและโลหะหนักจากอุตสาหกรรม เพื่อนำมาผลิตน้ำประปาก็ยิ่งเหลือน้อยลง
เปรียบเทียบกับ 22 เมือง คู่เทียบในเอเชีย เราใช้น้ำดิบสิ้นเปลืองถึง 340 ลิตร/คน/วัน ในขณะที่ชาวเมืองหลวงและเมืองยักษ์ใหญ่อื่นๆ ใช้กัน 278 ลิตร/วัน/คน!
แปลก..ใช้น้ำไปซะเยอะขนาดนี้ กลับไม่ทำให้สุขอนามัยและความสะอาดของเราสูงกว่าที่อื่นๆ
คำตอบบางส่วนซ่อนอยู่ในความจริงที่ค้นพบอีกว่า กรุงเทพฯ มีการรั่วไหลของน้ำจากท่อเมนประปาสูงมากราว 35% ขณะที่เมืองอื่นๆ ที่ประชากรหนาแน่นพอกัน มีอัตรารั่วไหลของน้ำประปาเฉลี่ยที่ 22% ขอรับเจ้านาย







