
คลื่นความถี่โทรคมนาคม
เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าการประมูลคลื่นความถี่เพื่อใช้ในกิจการโทรคมนาคมแบบ 4G โดยคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ที่อยู่ภายใต้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะเกิดขึ้นในช่วงเดือน ส.ค.และเดือน พ.ย. 2557 นี้
เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าการประมูลคลื่นความถี่เพื่อใช้ในกิจการโทรคมนาคมแบบ 4G โดยคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ที่อยู่ภายใต้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะเกิดขึ้นในช่วงเดือน ส.ค.และเดือน พ.ย. 2557 นี้
โดยเป็นการนำเอาคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz และ 900 MHz ซึ่งมีความกว้างของความถี่ (Bandwidth) ร่วมกันทั้งสิ้น 42.5 MHz มาจัดสรรโดยวิธีการประมูลตามกฎหมาย
และในขณะนี้ทาง กทค.ก็ได้ประกาศกำหนดราคาเริ่มต้นสำหรับการประมูลคลื่นความถี่ทั้งสองย่านให้สังคมรับทราบกันไปแล้ว
สำหรับคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ที่นำมาประมูลมีจำนวนทั้งหมด 25 MHz มีใบอนุญาต 2 ใบ ใบละ 12.5 MHz โดยกำหนดให้ผู้เข้าประมูลแต่ละรายมีสิทธิได้รับใบอนุญาตเพียง 1 ใบ โดยมีระยะเวลาในการอนุญาตเป็นเวลา 19 ปี
ส่วนคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz ซึ่งเป็นความถี่อีกย่านหนึ่งที่นำมาให้บริการ 4G ได้ มีจำนวน 17.5 MHz มีใบอนุญาต 2 ใบ คือใบละ 10 MHz และใบละ 7.5 MHz ผู้เข้าประมูลแต่ละรายมีสิทธิได้รับใบอนุญาตทั้งสองใบในเวลาเดียวกันได้ โดยใบอนุญาตมีอายุ 15 ปี
ซึ่งเงื่อนไขการประมูลอยู่ระหว่างการเตรียมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (Public Hearing) เพื่อประกาศใช้หลักเกณฑ์ในการจัดประมูลคลื่นความถี่ทั้งสองต่อไป
เงื่อนไขการประมูลคลื่นความถี่ดังที่กล่าวมาข้างต้น ถือเป็นช่องว่างที่อาจทำให้การประมูลคลื่นความถี่ที่กำลังจะเกิดขึ้นสร้างผลกระทบต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคมโดยรวมได้ จากเงื่อนไขการประมูลที่เอื้อให้ผู้เข้าประมูลซึ่งมีความได้เปรียบในด้านเงินทุน
เพราะนอกจากจะได้รับใบอนุญาตจากการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz จำนวน 1 ใบแล้ว ยังอาจได้รับใบอนุญาตจากการเข้าประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz อีกจำนวน 2 ใบ รวมเป็น 3 ใบได้ในเวลาเดียวกัน อันจะทำให้เกิดสภาพที่มีผู้ให้บริการเพียงรายเดียวกินรวบการใช้คลื่นความถี่ที่นำไปประมูล ไม่เกิดการแข่งขันที่แท้จริงในกิจการโทรคมนาคม และยังอาจส่งผลไปถึงราคาค่าบริการที่ไม่ถูกลง แต่คุณภาพในการให้บริการที่อาจเกิดปัญหาติดขัดได้
ข้อกังวลต่อปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ เนื่องจากคณะกรรมการ กสทช. ไม่เคยกำหนดให้ชัดเจนว่าผู้ประกอบการแต่ละรายจะถือครองคลื่นความถี่ได้สูงสุดเท่าไหร่ (Overall Spectrum Cap) ซึ่งอาจทำให้การประมูลในครั้งนี้นำไปสู่สภาพการผูกขาด เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะทำให้ผู้เข้าประมูลซึ่งมีความได้เปรียบในด้านเงินทุนสามารถครอบครองคลื่นความถี่ได้ถึง 70% ของคลื่นความถี่ที่่นำมาประมูล
ทำให้การใช้คลื่นความถี่ที่ประมูลได้ไม่เกิดประสิทธิภาพ และถือว่าเป็นกระบวนการจัดสรรคลื่นความถี่ที่ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะสูงสุดตามหลักการเสรีและเป็นธรรมตามมาตรา 47 แห่งรัฐธรรมนูญ
อันที่จริงการประมูลคลื่นความถี่สำหรับ 4G ทาง กทค.เองก็ได้มอบหมายให้สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (International Telecom Union หรือ ITU) ทำการศึกษาและเสนอทางเลือกเชิงนโยบายในการจัดสรรคลื่นความถี่ โดยหากมองตามหลักการและแนวปฏิบัติทั่วโลกแล้ว ITU มักให้ความสำคัญกับการจัดสรรคลื่นอย่างมีประสิทธิภาพเป็นอันดับแรก จึงกลายเป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจว่าเหตุใด ITU จึงไม่ได้เสนอเพดานสูงสุดที่ผู้เข้าประมูลแต่ละรายจะสามารถถือครองคลื่นความถี่ได้
อย่างไรก็ตาม จากที่พิจารณาเงื่อนไขการประมูลคลื่น 1800 MHz และ 900 MHz แล้ว ยังไม่มีข้อใดที่จะป้องกันปัญหาดังกล่าวได้ กสทช. ในฐานะองค์กรกำกับดูแล ควรวางหลักเกณฑ์และพิจารณาอย่างรอบคอบในเรื่องการจัดสรรคลื่นความถี่ที่เอื้อให้เกิดภาวะการแข่งขันและลดการผูกขาดลง เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนผู้บริโภคผู้ซึ่งเป็นผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเป็นปัจจัยที่ 5 ในการดำรงชีวิตประจำวัน







