
เปิดแนวรบ "สื่อ" กสทช.-ท็อปบู๊ต ตบเท้าคุม "ปลุกปั้น"
พลันที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ลงนามประกาศกฎอัยการศึก และออกคำสั่งกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (กอ.รส.) ฉบับที่ 3/2557 ที่มีสาระสำคัญห้ามสื่อทีวี ทีวีดาวเทียม และเคเบิลทีวี วิทยุ และวิทยุชุมชน สื่อสิ่งพิมพ์ ตลอดจนสื่อออนไลน์ ยุติการเสนอข่าวที่บิดเบือน ปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายในประเทศ
พลันที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ลงนามประกาศกฎอัยการศึก และออกคำสั่งกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (กอ.รส.) ฉบับที่ 3/2557 ที่มีสาระสำคัญห้ามสื่อทีวี ทีวีดาวเทียม และเคเบิลทีวี วิทยุ และวิทยุชุมชน สื่อสิ่งพิมพ์ ตลอดจนสื่อออนไลน์ ยุติการเสนอข่าวที่บิดเบือน ปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายในประเทศ
พร้อมทั้งส่งกำลังพลเข้าควบคุมระบบการสื่อสารทั้งหมด เป้าหมายแรก คือ บริษัท ไทยคม ทั้งที่สำนักงานใหญ่ แคราย จ.นนทบุรี และสถานีรับส่งสัญญาณภาคพื้นดิน อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี สถานีโทรทัศน์ช่องหลักทุกช่อง ตลอดจนผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 รายใหญ่ คือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) ก่อนถอนตัวกลับตอนบ่าย
แต่นั่นก็ทำให้ความพยายามของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่ต้องการควบคุมเนื้อหา “สื่อสีเสื้อ” โดยเฉพาะทีวีดาวเทียม กลายเป็นความจริง เพราะที่ผ่านมาบทบาทที่โดดเด่นของ กสทช. คือ การควบคุมโฆษณาสินค้าที่เอาเปรียบผู้บริโภค และรายการทีวีที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม
“หลังประกาศกฎอัยการศึก กสทช.สามารถควบคุมในส่วนของบรอดคาสต์และโทรคมนาคมให้อยู่ในความเรียบร้อยแล้ว และยืนยันว่าไม่มีเนื้อหาที่จะทำให้ประเทศเกิดความวุ่นวาย ทั้งเว็บไซต์ที่มีข้อความยั่วยุ ุหรือหมิ่นเบื้องสูง โดยได้ให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เป็นผู้ดำเนินการ” ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ให้สัมภาษณ์
นอกจากนี้ กสทช.ยังทำหนังสือถึงผู้ประกอบการกิจการช่องโทรทัศน์ดาวเทียม 10 แห่ง เช่น ดีเอ็นเอ็น ยูดีดี เอเชียอัพเดท พีแอนด์พี โฟร์แชนแนล บลูสกาย เอฟเอ็มทีวี ทีนิวส์ และเอเอสทีวี ปิดสถานีไปจนกว่า กอ.รส.จะยกเลิกประกาศฯ พร้อมทั้งประสานกับวิทยุชุมชนกว่า 3,000 แห่ง ให้ความร่วมมือในการยุติการนำเสนอข่าวที่บิดเบือนและปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบ ตลอดจนจับกุมวิทยุชุมชนเถื่อนที่ออกอากาศอยู่
“กสทช.จะกำกับดูแลและติดตาม 10 ช่องโทรทัศน์อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ละเมิดคำสั่ง และให้ประชาชนทุกกลุ่มได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ปราศจากการบิดเบือนอันจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิด และสถานการณ์ความขัดแย้งขยายตัว” ฐากร กล่าว
ฐากร ยังระบุว่า วันที่ 21 พ.ค. จะเรียกประชุมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ไอเอสพี) ที่ได้รับใบอนุญาต 108 ราย เพื่อขอความร่วมมือในการดูและควบคุมเนื้อหาที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ หลังสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมทั้ง 10 ช่อง หันไปให้การออกอากาศผ่านอินเทอร์เน็ตแทน ซึ่งไอเอสพีจะต้องมอนิเตอร์เนื้อหาที่เผยแพร่ ไม่ให้เกี่ยวข้องกับการเมือง การปลุกระดม และยั่วยุ จนนำไปสู่ความแตกแยก
ทว่าประเด็นที่ชวนให้ขบคิด คือ ในยามปกติ กสทช.ได้ทำหน้าที่ของตัวเองเต็มที่แล้วหรือไม่ โดยเฉพาะการควบคุมเนื้อหาบนทีวีดาวเทียมสีเสื้อ
เพราะตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 มาตรา 27 ที่กำหนดอำนาจหน้าที่ กสทช.
โดยเฉพาะ (18) ที่ระบุว่า “ส่งเสริมการรวมกลุ่มของผู้รับใบอนุญาต ผู้ผลิตรายการ และผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชนที่เกี่ยวกับกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์เป็นองค์กรในรูปแบบต่างๆ เพื่อทำหน้าที่จัดทำมาตรฐานทางจริยธรรมของการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพและการควบคุมการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพกันเองภายใต้มาตรฐานทางจริยธรรม”
แต่ที่ผ่านมาดูเหมือนว่า กสทช.ยังไม่ได้ทำหน้าที่นี้จนกระทั่งมีการประกาศกฎอัยการศึก
ในขณะที่ประเด็นที่ต้องชวนให้ขบคิดก็คือ ในภาวะที่ไม่มีการประกาศกฎอัยการศึกแล้ว กสทช.สามารถควบคุมเนื้อหาทีวีดาวเทียม โดยที่ไม่กระทบสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 45 วรรคแรก ที่ระบุว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา หรือการสื่อความหมายโดยวิธีอื่นใด” ได้หรือไม่ เป็นสิ่งที่ กสทช.ต้องหาคำตอบที่ “สมดุล”
เพราะเป็นที่ยอมรับโดยทั่วกันว่าการบิดเบือนข่าวสาร ยุยงให้เกิดความขัดแย้งในชาติมาจากโฆษณาชวนเชื่อผ่านช่องทางช่องทีวีดาวเทียม วิทยุชุมชน และโซเชียลมีเดีย หาก กสทช.ยังเป็นเสือกระดาษเช่นทุกวันนี้ สงครามสีเสื้อก็ปะทุได้ทุกเมื่อ







