
ซาโลราวาดเป้าแชมป์เว็บขายสินค้าแฟชั่น
ซาโลราตั้งเป้าเว็บขายสินค้าแฟชั่นอันดับ 1 เดินหน้าหนุนแบรนด์ไทยสร้างสินค้าตัวเอง ระบุการเมืองยังไม่กระทบแต่อย่าลากยาว
ซาโลราตั้งเป้าเว็บขายสินค้าแฟชั่นอันดับ 1 เดินหน้าหนุนแบรนด์ไทยสร้างสินค้าตัวเอง ระบุการเมืองยังไม่กระทบแต่อย่าลากยาว
นายโฮเซ โอเจดา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซาโลรา แห่งประเทศไทย ผู้ให้บริการเว็บไซต์ซาโลรา www.zalora.co.th เว็บขายสินค้าแฟชั่นแบรนด์เนมออนไลน์ เปิดเผยว่า หลังจากซาโลราเปิดให้บริการมา 2 ปี พบว่าได้รับการตอบรับอย่างดี โดยมีการเติบโตเกิน 100% ใน 2 ปีแรก และตั้งเป้าว่าจะเติบโตให้ได้ไม่ต่ำกว่า 100% ในปีนี้เช่นกัน
ทั้งนี้ ซาโลราได้วางตำแหน่งเป็นเว็บที่รวบรวมสินค้าแฟชั่นแบรนด์เนมจากทั่วโลกมาจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์และวางเป้าหมายเพื่อก้าวขึ้นเป็นเว็บขายสินค้าแฟชั่นอันดับ 1 ในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สำหรับกลยุทธ์สำคัญของซาโลราเพื่อไปสู่เป้าหมายดังกล่าวคือไม่เน้นการลดราคา แต่จะนำเสนอแบรนด์ชั้นนำจากทั่วโลก ซึ่งในประเทศไทยมีจำหน่ายกว่า 300 แบรนด์
นอกจากนี้ ยังเน้นแบรนด์ของนักออกแบบดีไซเนอร์ไทย ซึ่งซาโลราจะเป็นช่องทางในการจำหน่ายและจัดส่งให้ เหมือนเป็นห้างสรรพสินค้าให้กับสินค้าแฟชั่นไทย โดยปัจจุบันมีแล้วประมาณ 50 ร้านค้า ซึ่งหากสร้างยอดขายได้ดีอนาคตอาจเสนอให้ขายสินค้าไปประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ด้วย
ขณะที่อีกกลยุทธ์ที่สำคัญคือ การบริการจัดส่ง ซึ่งเป็นจุดแตกต่างไปจากเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซอื่นๆ โดยผู้ซื้อทั่วประเทศสามารถเลือกชำระเงินออนไลน์และรับสินค้าที่บ้าน หรือจะเลือกรับสินค้าที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ซึ่งเป็นพันธมิตรกับซาโลราตรวจเช็กสินค้าก่อนแล้วจึงชำระเงินก็ได้ หรือหากผู้ซื้ออยู่ในเขต กทม. ซาโลรามีพนักงานส่งสินค้าถึงบ้าน พร้อมรับชำระเงินภายใน 13 วันทำการ ถือเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ซื้อ
“นักออกแบบสินค้าแฟชั่นของไทยมีจำนวนมากที่มีความสามารถ แต่ช่องทางจำหน่ายและการจัดส่งสินค้ายังเป็นอุปสรรคอยู่ ซาโลราจะเข้ามาอุดช่องว่างตรงนี้ ทั่วประเทศสามารถรับส่งให้ได้ก็ไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป และเชื่อว่าช่องทางออนไลน์ในไทยยังเติบโตได้อีกมากในระยะเวลา 5 ปีจากนี้” นายโอเจดา กล่าว
นายโอเจดากล่าวถึงสถานการณ์การเมืองว่า ช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาซาโลราไม่ได้รับผลกระทบ โดยการชุมนุมอาจทำให้ศูนย์การค้าปิดหรือเดินทางไม่สะดวก แต่คนสามารถเลือกซื้อทางออนไลน์ได้ทันที บางช่วงยอดขายเพิ่มขึ้นกว่าปกติ 10% ด้วย แต่หากในระยะยาวยังมีความขัดแย้งอยู่ต่อไปจะมีผลกระทบในด้านลบกับทุกอุตสาหกรรม รวมถึงอีคอมเมิร์ซด้วย







