
เอกชนเสนอรีบตั้งรัฐบาล
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวว่า การออกกฎอัยการศึกในรูปแบบการดูแลความสงบของกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (กอ.รส.) เป็นเรื่องที่ไม่ผิดและไม่เกิดความรุนแรง แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ประชาชนดำเนินชีวิตตามปกติ ธุรกิจการค้าก็ทำกันไป ประชาชนมีความมั่นใจมากขึ้น
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวว่า การออกกฎอัยการศึกในรูปแบบการดูแลความสงบของกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (กอ.รส.) เป็นเรื่องที่ไม่ผิดและไม่เกิดความรุนแรง แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ประชาชนดำเนินชีวิตตามปกติ ธุรกิจการค้าก็ทำกันไป ประชาชนมีความมั่นใจมากขึ้น
“ข้อเสนอของผมคือควรจะต้องมีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการบริหาร ไม่ว่าจะดำเนินการด้วยวิธีไหนเพื่อมาพิจารณางบประมาณ และทำให้งบลงทุนเบิกจ่ายได้ สามารถหาเงินมาจ่ายเงินค่าจำนำข้าวให้ชาวนาได้ทันที เศรษฐกิจจะหมุนเวียนทั้งในชนบทและใน กทม. รอมา 6 เดือนแล้ว จากนี้คงอีกไม่นานที่จะมีการตั้งรัฐบาล” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว
ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยขึ้นกับภาคเอกชน 80% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เมื่อกฎอัยการศึกไม่มีอะไรที่ยุ่งกับภาคเอกชน ปล่อยให้เอกชนเดินได้เต็มที่ ทำธุรกิจได้ตามปกติ” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว
นอกจากนี้ การประกาศกฎอัยการศึกยังทำให้การประท้วงเบาบางลง หรืออาจจะเลิกประท้วงเลยก็ได้ ซึ่งสถานการณ์นี้เป็นคุณ ต่อเศรษฐกิจของประเทศ และเมื่อการประท้วงเบาบางลง ก็ควรดำเนินการให้มีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มขึ้นมาบริหารประเทศ ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้
ทางด้านมุมมองที่เห็นว่ายังมีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์รุนแรงหรือไม่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า ตอบไม่ได้ แต่เท่าที่เห็นวันนี้ การประท้วงเบาบางลงมาก คนไทยที่ออกมาไม่ได้ตั้งใจจะมาตีกัน เขารักกัน มีแต่หัวหน้าเท่านั้น ที่ออกทะเลาะกัน
การประกาศกฎอัยการศึกครั้งนี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจ เพราะไม่มีประกาศใดที่มีข้อห้ามเกี่ยวกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หรือข้อห้ามต่อภาคเอกชน โดยเงินทุนเคลื่อนย้ายของนักลงทุนต่างชาติยังเป็นปกติ แสดงให้เห็นว่าฐานะของประเทศแข็งแรง ตลาดหุ้นแข็งแรง ขณะที่การส่งออกก็ดำเนินการได้เต็มสูบ กฎอัยการศึกไม่มีข้อห้ามเรื่องการผลิต การขนส่งสินค้า หรือให้หยุดงาน รวมทั้งไม่มีข้อห้ามทางการเงินใด ๆ
“การออกกฎอัยการศึกรูปแบบนี้ถือว่าเป็นนโยบายที่ถูกต้อง เพราะเศรษฐกิจของไทยขึ้นกับภาคเอกชน 80% ของจีดีพี เมื่อกฎอัยการศึกไม่มีอะไรที่ยุ่งกับภาคเอกชน ปล่อยให้เอกชนเดินได้เต็มที่ ทำธุรกิจได้ตามปกติ” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว
นอกจากนี้ การประกาศกฎอัยการศึก ยังทำให้การประท้วงเบาบางลง หรืออาจจะเลิกประท้วงเลยก็ได้ ซึ่งสถานการณ์นี้เป็นคุณต่อเศรษฐกิจของประเทศ และเมื่อการประท้วงเบาบางลง ก็ควรดำเนินการให้มีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มขึ้นมาบริหารประเทศ ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้
“การมีรัฐบาลจะดำเนินการวิธีการไหนก็ได้ ขอให้มีอำนาจเต็มในกรบริหารซะที เพื่อให้งบลงทุนสามารถลงทุนได้ทันที จ่ายเงินค่าจำนำข้าวให้ชาวนาได้ทันที เศรษฐกิจจะหมุนเวียนทั้งในชนบทและในกทม.”
ถามว่า ต้องจัดตั้งรัฐบาลภายในเมื่อไหร่ จึงจะเป็นคุณของประเทศ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า รอมา 6 เดือนแล้ว จากนี้คงไม่นานที่จะมีการตั้งรัฐบาล
ถามว่า ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์รุนแรงหรือไม่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว่า ไม่รู้ ตอบไม่ได้ แต่เท่าที่เห็นวันนี้ การประท้วงเบาบางลง
“คนไทยที่ออกมาไม่ได้ตั้งใจจะมาตีกัน เขารักกัน มีแต่หัวหน้าเท่านั้นที่ทะเลาะกัน” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว
ยุทธชัย สุนทรรัตนเวช นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) เปิดเผยว่า สมาคมต้องการให้ทหารมีทิศทางที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนประเทศไทยหลังประกาศใช้กฎอัยการศึกเข้าควบคุมความสงบของประเทศในครั้งนี้ มองว่าการปฏิวัติอาจเป็นหนทางที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้ ในภาวการณ์ปัจจุบันที่เกิดความแตกแยกอย่างรุนแรงในสังคมไทย โดยทหารต้องนำประสบการณ์ที่ผ่านมาแก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้น ดังนั้น การล้างไพ่ใหม่ที่จะเกิดขึ้นนี้ต้องนำไปสู่การแก้ไขความขัดแย้งในสังคมและการพัฒนาประเทศชาติได้อย่างแท้จริง
เพราะถือเป็นวังวนเดิมที่เกิดขึ้นและชาวต่างชาติไม่ให้การยอมรับ แต่หากเป็นทางออกให้กับประเทศไทยในภาวะการณ์ปัจจุบันที่เกิดความแตกแยกอย่างรุนแรงขึ้นในสังคมไทย มองว่าการปฏิวัติอาจเป็นหนทางที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาการขัดแย้งได้ โดยนำประสบการณ์ที่ผ่านมาแก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้น หากการล้างไพ่ใหม่ที่จะเกิดขึ้นนี้ต้องนำไปสู่การแก้ไขความขัดแย้งในสังคมและการพัฒนาประเทศชาติได้อย่างแท้จริง
“ทหารต้องมีความชัดเจนว่าจะใช้กฎอัยการศึกยาวนานแค่ไหน เพราะภาคใต้ใช้มานานเกือบ 1 ปี แต่ไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ความรุนแรงได้ แม้ว่าการปฏิวัติจะทำให้ไทยถอยหลังลงไป 23 ปี แต่ถ้าทำแล้วนำไปสู่การพัฒนาประเทศได้ก็ควรทำ โดยทหารต้องรวบรวมโมเดลการปฏิรูปที่ผ่านมา ทั้งข้อดีและข้อเสียมาเป็นโมเดล ที่ถูกต้องให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้ หากเป็นหนทางให้ประเทศไทยสะเด็ดน้ำแม้ต้องถอยหลังคนไทยต้องยอมและอดทนอีกครั้ง” ยุทธชัย กล่าว
พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการ หอการค้าไทย กล่าวว่า ทหารหลังจากประกาศกฎอัยการศึกแล้วทหารที่ดูจะมีพลังมากกว่าคู่ขัดแย้งทั้ง 2 ฝ่ายเห็นได้จากการเชิญทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชนหารือได้มีการเข้าร่วมจำนวนมากนี้ ควรใช้โอกาสตอนนี้ในการเป็นตัวกลางที่จะดึงทั้งสองฝ่ายเข้ามาเจรจาหาทางออก ใช้โอกาสนี้ในการจัดการในสิ่งที่ค้างอยู่คือการปฏิรูปด้านต่างๆ โดยแต่ละฝ่ายทำข้อตกลงร่วมกันว่าจะปฏิรูปเรื่องอะไรบ้าง อะไรสามารถทำได้ก่อนการเลือกตั้ง หรือเรื่องไหนที่เป็นเรื่องระยะยาว และทุกอย่างต้องทำให้เร็วให้เสร็จภายใน 7 วัน จากนั้นก็กำหนดวันเลือกตั้ง
“เมื่อประกาศกฎอัยการศึกไปแล้วทหารต้องหาทางคุยกับทั้ง 2 ฝ่ายเพื่อให้มาคุยกันให้ได้ และทุกอย่างต้องทำให้เร็วให้เสร็จภายใน 7 วัน เพราะถ้าปล่อยให้นานไปคนจะเริ่มตั้งคำถามว่าทหารจะทำสำเร็จไหม ตกลงกันได้แล้วก็กำหนดว่าเรื่องไหนที่ค้างอยู่ที่ต้องแก้ แล้วกำหนดวันเลือกตั้ง” นายพรศิลป์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม แต่ถ้ารัฐบาลยังดึงไม่เข้าร่วมเจรจา ปัญหาอาจจะลากยาว กฎอัยการศึกก็จะไม่ถูกยกเลิกง่ายๆ และปัญหาจะซับซ้อนขึ้นไปอีก เพราะคู่กรณีจากที่เคยมี 2 ฝ่าย จะกลายเป็น 3 ฝ่าย คือ รัฐบาลและ นปช. กปปส. และทหาร ซึ่งหากเลวร้ายถึงขั้นทหารเข้ายึดอำนาจก็จะยิ่งเข้าทางให้กลุ่ม นปช.ใช้เป็นข้ออ้างในการดึงนานาชาติเข้ามาแทรกแซงประเทศไทย
“ทุกอย่างต้องทำให้เร็ว ถ้าทำไม่สำเร็จปัญหาจะลากยาว และไม่ต้องถามเลยว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร มองไม่เห็นการเติบโตแน่นอน ที่แย่อยู่แล้วก็จะแย่ลงไปอีก” พรศิลป์ กล่าว
วัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การที่ทหารเลือกประกาศกฎอัยการศึกโดยไม่ยึดอำนาจรัฐบาลเป็นแนวทางที่เอกชนต้องการ หลังจากนี้เอกชนหวังว่าทหารจะเป็นตัวกลางโน้มน้าวคู่ขัดแย้งเข้ามาหารือเพื่อหาทางออกร่วมกัน และควรเร่งทำให้เร็วและเรียบร้อยภายในสัปดาห์นี้
พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณะกรรมการนโยบายการเงิน กล่าวว่า สถานการณ์ขณะนี้ประเมินยาก ขณะนี้คนไทยอยากรู้ว่าเมื่อ กอ.รส.เข้ามารักษาความสงบแล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป เหตุการณ์จะกลับสู่ปกติเมื่อไหร่เพราะจะได้มีการเลือกตั้ง ตั้งรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มที่ในการบริหาร และจะต้องทำให้เสร็จก่อนสิ้นปี ไม่เช่นนั้นเศรษฐกิจจะแย่ลงไปอีก
“ขณะนี้คนไทยลำบาก เศรษฐกิจไม่โต ธุรกิจเอสเอ็มอีกำลังประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง และก็ต้องเลิกจ้างงาน ซึ่งคนกลุ่มนี้ไม่มีโอกาสที่จะเรียกร้องอะไรได้ และไม่มีใครสนใจ อย่ามัวแต่มองแค่การปฏิรูป เพราะหากไม่ยอมเจรจาหาข้อยุติให้ได้โดยเร็ว ถึงเวลาอาจจะไม่เหลืออะไรให้ปฏิรูป” พรายพล กล่าว
พรายพล กล่าวอีกว่า การผ่าทางตันแม้จะเป็นเรื่องที่ดี แต่ดูไปแล้วไม่น่าจะตกลงกันได้ง่ายๆ เพราะความต้องการของสองขั้วการเมืองต่างกันมาก เราก็ควรจะดำเนินการเจรจาตกลงให้ได้ ไม่ต้องกลัวต่างชาติจะถอนเงินลงทุนออก ถ้าไม่จบอาจจะออกไปมากขึ้น
ภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ในฐานะนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย กล่าวว่า ตอนนี้อยากเห็นผู้นำประเทศ อยากเห็นประเทศไทยมีทางออก เพราะที่ผ่านมาเราตกอยู่ในภาวะเกือบสุญญากาศ ไม่มีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการลงทุน จนส่งผลให้อัตราการขยายตัวติดลบ และปัญหาที่ยืดเยื้อ ก็เพิ่มความเสี่ยงให้กับประเทศที่อาจจะถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ หากถูกลดเรตติ้ง ก็จะส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น ทำให้ภาคเอกชนได้รับผลกระทบมากขึ้น
“การประกาศกฎอัยการศึก เป็นการเปิดทางออกให้กับประเทศ มีกรรมการ มีคนกลางเข้ามาจัดการ ตีกรอบในการแก้ไขปัญหา ไม่ใช่ต่างฝ่ายต่างขนคนออกมาชุมนุมกัน เหมือนที่ผ่านมา ทำให้ปัญหาไม่จบ”
การสะสางปัญหาที่เกิดขึ้นจะใช้เวลานานหรือไม่นั้นไม่รู้ แต่เชื่อว่าสถานการณ์คงไม่ถึงขั้นเกิดปฏิวัติขึ้นมา
บุษบา จิราธิวัฒน์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการในขณะนี้คือ การหาทางแก้ไขเหตุการณ์อย่างสงบ มีการเจรจากันเพื่อหาข้อยุติโดยเร็ว เพราะหากปล่อยให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้เป็นเวลานาน จะส่งผลทางลบกับเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของต่างชาติในระยะยาว จึงขอให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน เพื่อประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไปได้
ม.ล.สุรวุฒิ ทองแถม รองประธานกรรมการอาวุโส เครือออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ ผู้บริหารโรงแรมอมารี โอโซ และชามา กล่าวว่า การประกาศใช้กฎอัยการศึกส่งผลกระทบระยะสั้นต่อการท่องเที่ยวแน่นอน แต่ถ้าใช้กฎอัยการศึกเพียง 1 สัปดาห์ จัดการเรื่องทุกอย่างให้ถูกต้อง เรียกกลุ่มที่เกี่ยวข้องมาหาทางออก จากนั้นก็ยกเลิกประกาศกฎอัยการศึกไป ก็จะทำให้ภาคการท่องเที่ยวยังมีหวังฟื้นตัวได้







