
ร้านนิรมิต ตำนาน 70 ปี ขนมไทยสูตรคุณแม่
สุดยอดตำนานของขนมไทยสูตรโบราณที่สืบทอดความอร่อยมายาวนานถึง 70 ปี รวม 3 รุ่นแล้ว
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
สุดยอดตำนานของขนมไทยสูตรโบราณที่สืบทอดความอร่อยมายาวนานถึง 70 ปี รวม 3 รุ่นแล้ว จากจุดเริ่มต้นรุ่นคุณยาย คุณแม่ และรุ่นปัจจุบัน “สมศรี จีรธรรมโรจน์” เจ้าของร้านนิรมิต ที่ อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง ได้สานต่อขนมไทยและพัฒนาเมนูอาหาร สู่ธุรกิจร้านอาหารและขนมในชื่อ “นิรมิต” โดยได้เพื่อนร่วมธุรกิจ “ชูศรี กวยาวงศ์” เข้ามาเป็นหุ้นส่วนเพิ่มเติม
จุดเริ่มต้นเปิดร้านขนมชื่อดังที่มีความเป็นมาถึง 6070 ปี โดย “สมศรี บอกว่า จีรธรรมโรจน์” เปิดเผยว่า ได้ทำธุรกิจขนมมานาน 30 ปีต่อจากรุ่นคุณแม่ ร่วมกับ “ชูศรี กวยาวงศ์” ที่การทำธุรกิจร้านขนมไทยและร้านอาหาร ให้ประสบความสำเร็จ มีลูกค้าและมีแฟนประจำของร้านอย่างเหนียวแน่นคือ การที่ “สมศรี” ทำหน้าที่ดูแลครัวเองทั้งหมด เพื่อให้รสชาติของอาหารออกมาได้คุณภาพและรสชาติแบบดั้งเดิม แตกต่างจากร้านทั่วไป ที่เจ้าของร้านจะไม่ลงมือดูแลครัวเอง
ส่วนสูตรอาหารที่ปรุง และเมนูขนมขึ้นชื่อของร้าน ก็เริ่มมาตั้งแต่รุ่นคุณยาย และต่อมาจนถึงคุณแม่ ทำให้ “สมศรี” ที่ใกล้ชิดกับคุณแม่ได้เรียนรู้ และสนใจทำอาหาร รวมทั้งมั่นใจกับสูตรและรสชาติอาหาร จึงสืบทอดธุรกิจทำขนม ก่อนต่อยอดธุรกิจมาเปิดร้านอาหารด้วย
ขณะเดียวกัน การทำร้านอาหารและร้านขนมไทยให้ประสบความสำเร็จได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องศึกษาตลาดและดูแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคกำลังชื่นชอบในเรื่องใด ก็พัฒนาเมนูอาหารและสูตรใหม่ออกมาต่อเนื่อง ประกอบกับอีกสิ่งสำคัญที่ทุกคนหลงเสน่ห์เมื่อมาถึงร้านนิรมิต คือ การเลือกทำเลที่อยู่ติดกับแม่น้ำน้อย จึงให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน มีต้นไม้ล้อมรอบ
ให้ความสำคัญกับความสะอาด และการให้บริการลูกค้าเหมือนเข้ามารับประทานอาหารที่บ้าน มีเมนูยอดนิยมเกี่ยวกับปลาแม่น้ำ
ปัจจุบันขนมของร้านได้ปรับบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้มีความสวยงามมากขึ้น และมีรูปแบบดึงดูดลูกค้ายิ่งขึ้น โดยขนมยอดนิยมของร้าน คือ ข้าวตังที่มีทั้งหน้าธัญพืช หมูหยอง และเนยสด ขนมกลีบลำดวน ขนมเกสรลำเจียก ขนมบ้าบิ่น กรอบเค็ม หมี่กรอบ รวมแล้วมีขนมประมาณ 20-30 ชนิด ที่ร้านนี้เน้นทำสดใหม่ ซึ่งแม้ว่าในขณะนี้ต้นทุนวัตถุดิบทำขนมราคาสูงขึ้นมาก แต่ยังไม่ขึ้นราคา แต่ยังคงคุณภาพเท่าเดิมไว้ เพราะคุณภาพของสินค้าเป็นเรื่องสำคัญสุดของร้าน
นอกจากนี้ ร้านนิรมิตยังมุ่งพัฒนาธุรกิจร่วมกับสังคม เพราะในพื้นที่มีประชาชนในพื้นที่บางบ้านที่มีฝีมือทำขนมรสชาติขึ้นชื่อ ร้านก็รับซื้อมาจำหน่ายด้วย เพราะบางคนไม่มีพื้นที่ขาย เพื่อให้คนในชุมชนมีรายได้ร่วมกัน แต่ต้องเป็นขนมที่ผลิตได้ตามมาตรฐานและมีคุณภาพตามที่ร้านกำหนดรวมถึงมีความอร่อย
“ที่ผ่านมาเจออุปสรรคมากมาย ทั้งปัญหาไฟไหม้ 1 ครั้ง และน้ำท่วม 2 ครั้ง เสียหายมากกว่า 3 ล้านบาท ก็ยังสู้ที่จะทำธุรกิจต่อไป จนสร้างร้านประสบความสำเร็จมาจนถึงปัจจุบัน และที่สำคัญแม้ว่าในปัจจุบันจะมีคู่แข่งร้านขนมเปิดมากมาย และยังมีร้านอาหารเปิดขึ้นหลากหลาย แต่ร้านนิรมิตไม่ได้รับผลกระทบเลย” สมศรี กล่าว
สำหรับร้านนิรมิตซึ่งเป็นลูกค้าของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) คอยให้ความช่วยเหลือในช่วงวิกฤตของร้านทุกครั้ง ทั้งจากน้ำท่วมและไฟไหม้ และในการขยายธุรกิจก็จะพึ่งพาเอสเอ็มอีแบงก์เป็นหลัก
ปัจจุบันลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการวันหยุดมีมากกว่า 1,000 คน ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าในกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง คนในพื้นที่ ส่วนวันธรรมดาก็มีลูกค้าหลายร้อยคน จากจำนวนที่นั่งมีประมาณ 500 ที่นั่ง และลูกค้าที่มาวันหยุดในบางครั้งต้องรอคิว เพราะร้านยังมีลูกค้าทัวร์ที่นิยมเช่นกัน ทำให้ร้านมีแผนเปิดสาขาสองในอนาคต คาดว่าภายใน 1-2 ปี อาจจะตัดสินใจเปิดร้านใหม่ใกล้กับวัดม่วง จ.อ่างทอง เพื่อรองรับจำนวนลูกค้าที่มีเพิ่มมากขึ้น
สมศรี ตั้งเป้าหมายต่อไปว่า จะมุ่งพัฒนาเมนูขนมไทยและร้านอาหารเพื่อส่งต่อความอร่อยของขนมไทย และอาหารไทยสูตรดั้งเดิมให้คงอยู่ต่อไป ที่สำคัญร้านยังเปิดสอนให้คนที่สนใจเข้ามาเรียนทำขนมแบบไม่หวงสูตร เพื่อให้สูตรขนมไทยโบราณตั้งแต่รุ่นคุณยายอยู่กับประเทศไทยต่อไป
ปัจจุบันช่องทางจำหน่ายขนมมีทั้งที่ร้านนิรมิต อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง และร้านค้าที่สั่งซื้อไปจำหน่ายใน กทม. รวมทั้งสามารถสั่งสินค้าขนมที่มีการบริการส่งให้ด้วย โดยเฉพาะช่วงเทศกาลที่ลูกค้าใน กทม.นิยมสั่งจำนวนมาก อีกทั้งมีการทำขนมข้าวต้มมัดส่งออกไปในประเทศสหรัฐแบบแช่แข็งด้วย ปีละ 2 ครั้ง จำนวนรอบละ 6-7 หมื่นชิ้น ลูกค้าต่างชาติติดใจในรสชาติ ความหอม หวานมัน ของข้าวต้มมัดสูตรร้านนิรมิต
จากองค์ประกอบการหลายด้านของร้านนิรมิตในปีนี้ ทำให้คาดว่าจะมียอดขายเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 20% รวมทั้งไม่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศไทยแต่อย่างใด โดยสัดส่วนลูกค้าเป็นคนไทย 95% และคนต่างชาติ 5% ซึ่งลูกค้าต่างชาติจะมาจากกระแสบอกต่อของคนไทย ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าชาวญี่ปุ่นและชาวจีน







