
เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกทรุดกว่าตลาดคาด
หลังจากหมดเทศกาลรายงานผลประกอบการไตรมาสแรกไปแล้ว ปรากฏว่าโดยรวมค่อนข้างน่าผิดหวัง กำไรสุทธิลดลงถึง 15% จากไตรมาสแรกของปีก่อน (YY) หากตัดรายการพิเศษออก กำไรจากการดำเนินงานหลักลดลง 8% YY ไม่น่ายินดี แต่ถือว่าอยู่ในการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ของ FSS แล้ว เราจึงยังคงประมาณการ EPS Growth ของตลาดในปีนี้ขยายตัวเพียง 8% เป็นการเติบโตที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียที่มี EPS Growth 13%
หลังจากหมดเทศกาลรายงานผลประกอบการไตรมาสแรกไปแล้ว ปรากฏว่าโดยรวมค่อนข้างน่าผิดหวัง กำไรสุทธิลดลงถึง 15% จากไตรมาสแรกของปีก่อน (YY) หากตัดรายการพิเศษออก กำไรจากการดำเนินงานหลักลดลง 8% YY ไม่น่ายินดี แต่ถือว่าอยู่ในการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ของ FSS แล้ว เราจึงยังคงประมาณการ EPS Growth ของตลาดในปีนี้ขยายตัวเพียง 8% เป็นการเติบโตที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียที่มี EPS Growth 13%
นอกจากนี้ วานนี้สภาพัฒน์ได้เปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสแรก ปรากฏว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่มีการคาดการณ์โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ถือเป็นการผิดหวังซ้ำซ้อน ตลาดหุ้นที่ปรับขึ้นรับข่าวดีว่าการเมืองจะจบในเดือนนี้ อาจต้องเผชิญกับความจริงที่น่าผิดหวังในระยะต่อไป
ปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อส่งผลให้ GDP ใน 1Q14 หดตัว 0.6% YY และ 2.1% QQ แย่กว่าที่ค่าเฉลี่ยของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ที่คาดการณ์ +0.5% YY, 2.2% QQ เครื่องยนต์ที่หดตัวแรงที่สุดคือการลงทุน (9.8% YY, 2.8% QQ) และการบริโภคภาคเอกชน (3.0% YY, 0.5% QQ) มีเพียงการส่งออกสุทธิที่เป็นสิ่งเดียวที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในไตรมาสแรก แม้ว่าการส่งออกจะลดลง 0.4% YY และ 0.6% QQ เนื่องจากปริมาณผลผลิตกุ้งยังกลับมาไม่เต็มที่ และรายได้จากการท่องเที่ยวหดตัวจากความไม่สงบทางการเมือง แต่การนำเข้าที่หดตัวแรงกว่ามาก ทำให้การส่งออกสุทธิยังหนุนเศรษฐกิจได้
การบริโภคภาคเอกชนหดตัวลงติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 3 แนวโน้มในไตรมาสถัดไปน่าจะยังอยู่ในทิศทางชะลอจากปัญหาการเมืองที่ยังไม่มีทางออกกระทบความเชื่อมั่นของผู้บริโภคให้ยังคงตกต่ำต่อเนื่อง ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน เม.ย. ลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 150 เดือน ที่ 67.8 นอกจากปัญหาการเมือง ภาระหนี้ครัวเรือนที่สูง รายได้ของเกษตรกรที่ลดลง และยังไม่ได้รับเงินค่าจำนำข้าว ส่งผลให้กำลังซื้อลดลง และจะจำกัดการจับจ่ายใช้สอยต่อไปอีกระยะหนึ่ง
การลงทุนหดตัวลงติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 3 ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะการลงทุนภาครัฐที่ทรุดตัวลงหนักที่สุดในรอบ 13 ปี(19.3% YY, 15.5% QQ) แม้ว่าดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจจะเริ่มปรับตัวขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เดือน ม.ค.มี.ค. แต่ความเชื่อมั่นในอนาคตกลับลดลง โดยเฉพาะไตรมาส 2-3 เป็น Low Season ของการก่อสร้าง การลงทุนจะยังคงลดลงต่อทั้งภาครัฐและเอกชนจนกว่าการเมืองจะคลี่คลาย
แม้ว่าการส่งออกจะยังคงเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนหลักในปีนี้ แต่มีโอกาสเติบโตต่ำกว่าที่เราคาด (+7% YY) ตามภาวะเศรษฐกิจของจีนและญี่ปุ่น (ถูกกระทบจากการขึ้นภาษี VAT ตั้งแต่ 1 เม.ย. 2557) ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของไทย มีสัดส่วนตลาดละ 10-12% ของมูลค่าตลาดรวม หากส่งออกยังคงฟื้นช้ากว่าคาดใน 12 เดือนข้างหน้า เราอาจปรับประมาณการ GDP ลงอีกครั้ง
ทั้งนี้ สภาพัฒน์ได้ปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2557 ลงเป็น 1.5-2.5% จากเดิมคาดโต 34% ขณะที่ FSS Research คาดการณ์ที่ 2% ส่วน ธปท.คาดการณ์ปัจจุบันอยู่ที่ 2.7% และมีแนวโน้มที่จะปรับลงในการประชุมกลางเดือน มิ.ย. ส่วนค่าเฉลี่ยของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ที่ 2.4%
แม้ว่าเศรษฐกิจในไตรมาสแรกจะหดตัวแรงและมีแนวโน้มชะลอต่อในไตรมาส 2 ซึ่งเป็น Low Season ของหลายธุรกิจ แต่เราเชื่อว่า กนง.จะยังคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 2% ในการประชุมวันที่ 18 มิ.ย.นี้ เพราะการลดดอกเบี้ยในสถานการณ์ที่ไม่ปกติไม่สามารถกระตุ้นอะไรได้ ผู้บริโภคและนักลงทุนไม่ตัดสินใจซื้อและลงทุนเพราะขาดความมั่นใจมากกว่าจะขาดกำลังซื้อ กลับจะเป็นการสิ้นเปลืองกระสุนหากลดดอกเบี้ย เพราะอัตราเงินเฟ้อกำลังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
อุตสาหกรรมรุ่งร่วง : ในไตรมาส 2 เป็นช่วง Low Season ของหลายธุรกิจ โดยเฉพาะภาคการก่อสร้างวัสดุก่อสร้าง เพราะตรงกับช่วงฤดูฝน มีเพียงธุรกิจโฆษณาที่เข้าสู่ High Season แต่กลุ่ม Media ไม่น่าลงทุนเพราะต้นทุนและค่าใช้จ่ายของทีวีดิจิทัลที่จะกดดันผลประกอบการ
ดังนั้น หากมองไปในครึ่งปีหลัง อุตสาหกรรมรุ่ง ได้แก่ กลุ่มท่องเที่ยวการแพทย์ ค้าปลีก เกษตรอาหาร โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และเดินเรือ ส่วนอุตสาหกรรมร่วง ได้แก่ รับเหมาก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง สื่อบันเทิง นิคมอุตสาหกรรม ธนาคาร และพลังงาน ซึ่งยังไม่ฟื้นในครึ่งปีหลัง







