
สำรองเลี้ยงชีพลุยหุ้นเพิ่ม
อานิสงส์นายจ้างเปิดสมาชิกเลือกเอง3เดือนมูลค่าเงินลงทุนเพิ่ม1.2หมื่นล้าน
อานิสงส์นายจ้างเปิดสมาชิกเลือกเอง3เดือนมูลค่าเงินลงทุนเพิ่ม1.2หมื่นล้าน
สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไตรมาสแรกขยับลุยหุ้นเพิ่มขึ้น ลงทุนพันธบัตรลดลง
สมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาสแรกสิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค. 2557 เงินลงทุนในหลักทรัพย์ของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีมูลค่า 5.50 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.22 หมื่นล้านบาท หรือ 2.27% จากสิ้นปีที่ผ่านมา ซึ่งมีมูลค่าสินทรัพย์อยู่ที่ 5.38 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม พบว่าสัดส่วนการลงทุนมีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ จากเดิมเงินลงทุนของสมาชิกส่วนใหญ่จะลงทุนอยู่ในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ เช่น พันธบัตร ตั๋วเงินคลัง พบว่าสัดส่วนเริ่มลดลงและเริ่มขยับการลงทุนเพิ่มขึ้นไปในสินทรัพย์ที่เสี่ยงมากขึ้น โดยล่าสุดเงินลงทุนอยู่ในหุ้นสามัญมีสัดส่วนเพิ่มเป็น 13.92% ของเงินลงทุน ทั้งหมด จากสิ้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 13.38%
ขณะที่เงินลงทุนในหุ้นกู้ก็มีสัดส่วนเพิ่มเป็น 22.65% จาก 21.45% และเงินลงทุนในหน่วยลงทุนจากเดิมอยู่ที่ 6.61% ก็เพิ่มเป็น 6.97% ของเงินลงทุนทั้งหมด ส่วนเงินลงทุนในพันธบัตร ตั๋วเงินคลัง มีสัดส่วนการลงทุนลดลงเหลือ 27.79% ของเงินลงทุนทั้งหมด จากสิ้นที่ผ่านมาอยู่ที่ 30.50% ของเงินลงทุนทั้งหมด
สำหรับมูลค่าสินทรัพย์ของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพทั้งระบบในไตรมาสแรก มีมูลค่าสินทรัพย์รวม 7.71 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.33 หมื่นล้านบาท หรือ 3.11% จากสิ้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 7.48 แสนล้านบาท โดยมีจำนวนนายจ้างจัดตั้งกองทุนเพิ่มขึ้น 382 กองทุน เป็น 1.44 หมื่นกองทุน จำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้น 2.96 หมื่นราย เป็น 2.73 ล้านราย แต่จำนวนกองทุนลดลง 8 กองทุน เหลือ 432 กอง
ด้านสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แจ้งว่า ภาพรวมการให้สมาชิกของกองทุนเลี้ยงชีพเลือกลงทุนเอง (เอ็มโพยีชอยส์) ณ ไตรมาสแรกปี 2557 มีจำนวนกองทุนหลัก 140 กองทุน เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีที่ผ่านมา 37 กองทุน จำนวนนายจ้างที่มีเอ็มโพยีชอยส์เพิ่มขึ้น 1,052 ราย จาก 4,498 ราย ณ สิ้นปีที่ผ่านมาเป็น 5,550 ราย ณ ไตรมาสแรก ปี 2557
ผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กล่าวว่า ส่วนหนึ่งที่ทำให้สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเริ่มมีการลงทุนในหุ้น เป็นผลมาจากการเปิดให้สมาชิกเลือกนโยบายการลงทุนด้วยตัวเอง ทำให้สมาชิกเริ่มเรียนรู้และเข้าใจการลงทุนมากขึ้นและแนวโน้มหากสมาชิกได้เข้าใจก็น่าจะขยับการลงทุนมายังหุ้นเพิ่มขึ้น
“ปัจจุบันดอกเบี้ยอยู่ระดับต่ำ ผลตอบแทนจากการลงทุนตราสารหนี้น้อยมาก หากแบ่งลงทุนหุ้นบ้าง ผลตอบแทนก็ดีกว่า แต่ทั้งหมดนี้สมาชิกจะต้องลงทุนอย่าง เข้าใจความเสี่ยง” ผู้บริหาร กล่าว
ก่อนหน้านี้ น.ส.อารยา ธีระโกเมน กรรมการอำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ ในฐานะอุปนายก กลุ่มธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สมาคมบริษัทจัดการลงทุน กล่าวว่า สมาคมบริษัทจัดการลงทุนมีแผนร่วมมือกับทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในการให้ความรู้กับคณะกรรมการกองทุนและสมาชิกกองทุนถึงโอกาสที่ดีกว่าของการลงทุนระยะยาวในหุ้น เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีเพียงพอสำหรับวัยเกษียณ
ปัจจุบันสัดส่วนการลงทุนในหุ้นของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพยังถือว่าค่อนข้างน้อยประมาณ 10% กว่าเท่านั้น จากที่ผ่านมาเคยสูงสุดประมาณ 1516% แต่เป็นช่วงสั้นๆ ซึ่งเรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจว่าถ้าไม่เสี่ยงเลยอาจจะเสี่ยงกับการที่เงินโตไม่ทันเงินเฟ้อก็ได้
สำหรับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ บลจ.กสิกรไทย แม้จะมีสินทรัพย์สูงเป็นอันดับหนึ่งอยู่ที่ 1.35 แสนล้านบาท ส่วนแบ่ง 17.54% แต่พบว่าสินทรัพย์ลดลงค่อนข้างมากถึง 1.73 หมื่นล้านบาท หรือ 11.36% จากสิ้นปีที่ผ่านมามีสินทรัพย์ 1.53 แสนล้านบาท ส่วนแบ่ง 20.41%
ขณะที่บลจ.เอ็มเอฟซีมีสินทรัพย์เพิ่มขึ้นมากถึง 3.31 หมื่นล้านบาท หรือ 32.44% จากสิ้นปีทีผ่านมาอยู่ที่ 1.02 แสนล้านบาท ส่วนแบ่ง 13.66% สินทรัพย์เพิ่มขึ้นแตะ 1.35 แสนล้านบาท ห่างจากอันดับหนึ่งเพียง 29 ล้านบาท โดยมีส่วนแบ่งอยู่ที่ 17.54% เท่ากับบลจ.กสิกรไทย
อันดับสาม บลจ.ทิสโก้ มีสินทรัพย์ 1 แสนล้านบาท ส่วนแบ่ง 13.04% ลดลง 2,108.50 ล้านบาท หรือ 2.05% จากสิ้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 1.03 แสนล้านบาท ส่วนแบ่ง 13.73% อันดับสี่ บลจ.ไทยพาณิชย์ มีสินทรัพย์ 1 แสนล้านบาท ส่วนแบ่ง 13.03% เพิ่มขึ้น 1.60 หมื่นล้านบาท หรือ 19% จากสิ้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 8.45 หมื่นล้านบาท ส่วนแบ่ง 11.29%
อันดับห้า บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) มีสินทรัพย์ 7.23 หมื่นล้านบาท ส่วนแบ่ง 9.38% เพิ่มขึ้น 8,747.68 ล้านบาท หรือ 13.76% จากสิ้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 6.36 หมื่นล้านบาท ส่วนแบ่ง 8.50%







