
แกรมมี่ปรับทัพธุรกิจเพลงผนึกพันธมิตรฟื้นรายได้
บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ถือเป็นหนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีคอนเทนต์เพลงอยู่ในมือเป็นจำนวนมาก
โดย...จะเรียม สำรวจ
บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ถือเป็นหนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีคอนเทนต์เพลงอยู่ในมือเป็นจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบันต้องยอมรับว่าธุรกิจเพลงมีอัตราการเติบโตที่ชะลอตัว จากปัจจัยลบทางเศรษฐกิจและการเมืองส่งผลให้ผู้บริโภคชะลอการจับจ่ายใช้สอยในสิ่งที่ไม่จำเป็น อีกทั้งความก้าวหน้าของเทคโนโลยีก็ถือเป็นอีกหนึ่งผลกระทบที่ทำให้การฟังเพลงผ่านเทปคาสเซต ซีดี และวีซีดี มีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จึงน่าสนใจว่าแกรมมี่มองโอกาสและทางรอดธุรกิจเพลงไว้อย่างไร
เพราะปัจจุบันผู้บริโภคมีช่องทางอื่นๆ ให้ฟังเพลงมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการดาวน์โหลด หรืออินเทอร์เน็ต
กริช ทอมมัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (สายธุรกิจเพลง) บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจเพลงตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมายังคงเติบโตลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนจากปัจจัยลบต่างๆ ที่เกิดขึ้น จึงคาดการณ์ว่าภาพรวมธุรกิจเพลงและคอนเสิร์ต (โชว์บิส) ในสิ้นปีนี้ น่าจะมีอัตราการเติบโตที่ทรงตัวเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา หรือมีมูลค่าอยู่ที่ 4,000 ล้านบาท เท่ากับปี 2556 ซึ่งปรับตัวลดลงจากปี 2555 ที่มีมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านบาท
ปัจจัยลบที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ภาคเอกชนต้องหันมาสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจของตัวเองมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องหันมารัดเข็มขัดควบคุมค่าใช้จ่ายให้สอดคล้องกับสถานการณ์และรายรับ เนื่องจากขณะนี้รัฐบาลยังไม่สามารถให้ความช่วยเหลือภาคเอกชนได้ เพราะยังไม่มีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ
สำหรับแนวทางการดำเนินธุรกิจเพลงของบริษัทจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ นับจากนี้ จะหันมาทำกิจกรรมทางการตลาดร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจมากขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและเพิ่มรายได้ให้กับองค์กร และจากการที่บริษัทมีทีวีดิจิทัล 2 ช่องอยู่ในความดูแล จึงถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสในการสร้างรายได้ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรที่มีคุณภาพ
“ตอนนี้เราพยายามหาโอกาสให้กับธุรกิจเพลง เพราะคนไทยไม่ได้ฟังเพลงน้อยลง เพียงแต่ไม่ได้จ่ายเงินเพื่อซื้อเพลงฟังอย่างเดียว เราจึงต้องขยายโอกาสเพื่อเข้าไปหาผู้บริโภค เช่น การทำสตรีมมิ่งที่เป็นการหาพันธมิตรมาซื้อพื้นที่สื่อโฆษณา เช่น ในยูทูบ เพื่อให้ผู้บริโภคได้ดูฟรี และการเปิดตัวโมเดลพรีเมียม คือ การจ่ายเงินเพื่อรับชมความบันเทิง” กริช กล่าว
ทั้งนี้ ล่าสุดบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ได้นำช่องจีเอ็มเอ็ม มิวสิค จับมือร่วมกับผลิตภัณฑ์ ดร.สมชาย แอคเน่ เพื่อทำกิจกรรมภายใต้ชื่อ วีเจ ทาเล้นท์ เฟรชชี่ คอนเทสต์ ร่วมค้นหาวีเจวัยรุ่นหน้าใสชายหญิง อายุระหว่าง 15-23 ปี มาถ่ายแบบ ถ่ายหนังโฆษณา ให้กับผลิตภัณฑ์ ดร.สมชาย และเป็นวีเจให้กับช่องจีเอ็มเอ็ม มิวสิค ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การหาบุคลากรที่มีคุณภาพเข้ามาป้อนช่องทีวีดิจิทัลของบริษัทอีกทางหนึ่ง
“ช่องจีเอ็มเอ็ม มิวสิก ถือเป็น official media ของธุรกิจเพลงแกรมมี่ ซึ่งที่ผ่านมาเราใช้บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านดนตรีทั้งคนเบื้องหน้าและเบื้องหลังมาถ่ายทอด ให้ความรู้ ผ่านรายการต่างๆของช่อง โดยเฉพาะวีเจ ของแต่ละรายการ ล้วนเป็นคนที่อยู่ในวงการดนตรีแบบมืออาชีพจริงๆ” กริชกล่าว
การจับมือร่วมกับผลิตภัณฑ์ ดร.สมชาย แอคเน่ ในครั้งนี้ เกิดจากแนวคิดที่คล้ายกันคือ ต้องการสนับสนุนและเปิดโอกาสให้วัยรุ่นได้ฝึกและพัฒนาตัวเอง ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ในวงการบันเทิง จึงเกิดเป็นความร่วมมือกันจัดกิจกรรมนี้ขึ้น เพื่อหาหนุ่มสาววัยรุ่นที่มีความสดใสและกล้าแสดงออกก้าวเข้าสู่งานบันเทิง และยังนับเป็นครั้งแรกของช่องจีเอ็มเอ็ม มิวสิค ที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ ที่มีไฟ มีฝัน ได้เข้ามาทำงานอยู่เบื้องหน้าร่วมกับศิลปินมืออาชีพในฐานะของวีเจ
“อาชีพวีเจ เรามองเห็นว่าเป็นอาชีพที่วัยรุ่นกำลังให้ความสนใจ และเป็นบันไดก้าวแรกของการทำงานด้านบันเทิง และเชื่อว่าจากการเข้ามาร่วมกิจกรรมวีเจ ทาเล้นท์ เฟรชชี่ คอนเทสต์ ครั้งนี้ ทุกคนจะได้รับประสบการณ์ที่ดี และสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดได้ในอนาคต”
หลังจากบริษัทออกมาทำกิจกรรมการตลาดร่วมกับพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง บริษัทคาดว่าสิ้นปีจะสามารถผลักดันให้สายธุรกิจเพลงมีรายได้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยรายได้หลักยังคงมาจากธุรกิจเพลง ตามด้วยธุรกิจโชว์บิส ธุรกิจพรีเซนเตอร์ และธุรกิจเมอร์เชนไดร์
แม้ว่าปัจจุบันธุรกิจเพลงยังคงรั้งรายได้อันดับหนึ่งในบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ แต่จากแผนงานที่จะหันมารุกธุรกิจโชว์บิสมากขึ้น ด้วยการสร้างฮอลล์คอนเสิร์ตของตัวเอง เพื่อจัดงานคอนเสิร์ตและปล่อยให้เช่า ทำให้กริชมั่นใจว่าสัดส่วนรายได้ของธุรกิจโชว์บิสน่าจะขึ้นมาเป็นอันดับ 1 แทนที่ธุรกิจเพลงได้ในอนาคตอันใกล้นี้







