
ห่วงอิเหนาพ่ายศึก"เออีซี"จี้รัฐเร่งพัฒนาขีดแข่งขัน
ในวันที่ 31 ธ.ค. 2015 เหล่าบรรดาชาติสมาชิกในสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
ในวันที่ 31 ธ.ค. 2015 เหล่าบรรดาชาติสมาชิกในสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ทั้ง 10 ประเทศ ก็จะผ่านหลักไมล์ของการเดินเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจร่วมกัน อันจะทำให้เศรษฐกิจของทั้งภูมิภาคที่ประชากรกว่า 600 ล้านคน ถูกหล่อหลอมรวมเข้ามาเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน ซึ่งจะทำให้การหมุนเวียนสินค้า บริการ เงินทุน และแรงงานมีทักษะ สามารถทำได้สะดวกเสรีมากขึ้น
ทว่า ในอีกมุมหนึ่งนั้นดูเหมือนว่าบางชาติในอาเซียน เช่น “อินโดนีเซีย” จะยังคงมีปัญหาในด้านความพร้อมของการก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) อยู่ไม่น้อย เนื่องจากปัจจุบันรัฐบาลแดนอิเหนาแทบจะไม่ได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมให้กับภาคธุรกิจของประเทศตนเองเลย โดยเฉพาะในกลุ่มภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ที่ดูเหมือนจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการก้าวเข้าสู่เออีซีมากที่สุด
หรือกล่าวได้ว่า เมื่อก้าวเข้าสู่เออีซีในปลายปี 2015 แล้ว การแข่งขันทางธุรกิจจะพุ่งทะยานสูงขึ้นอย่างมาก เนื่องจากจะมีการลดอุปสรรคและข้อกีดกัน ทั้งกำแพงภาษีนำเข้า การจำกัดโควตา และข้อจำกัดต่างๆ ที่ไม่ใช่ภาษีลง ด้วยเหตุนี้ภาคธุรกิจรายย่อยที่ไม่มีศักยภาพในการแข่งขันสูง จึงมีสิทธิที่จะโดนเขี่ยให้พ้นจากตลาดได้ง่าย
เวอร์ดินาน โรเบอร์ทัว ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและอาเซียนศึกษา จากมหาวิทยาลัยคริสเตียน ยูนิเวอร์ซิตี ในอินโดนีเซีย เผยผ่านบทความด้านการเตรียมความพร้อมของอินโดนีเซียในการก้าวสู่เออีซีในหนังสือพิมพ์จาการ์ตาโพสต์ ว่า ดูเหมือนภาคธุรกิจรายย่อยจากสิงคโปร์และไทย จะมีความพร้อมทั้งในประเทศและฉกฉวยโอกาสในการก้าวเข้าสู่การเป็นเออีซีได้ดี เนื่องจากมีทั้งปัจจัยการเข้าถึงเงินทุนที่ง่ายดาย มีเครือข่ายทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง มีการทำวิจัย และการสนับสนุนจากรัฐ ซึ่งถือว่าแตกต่างจากอินโดนีเซีย ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่สุดในอาเซียน ที่ยังคงดูจะรุมเร้าไปด้วยปัญหาสารพัด ทั้งความไม่แน่นอนทางการเมืองจากการเลือกตั้ง การทุจริต และโครงสร้างพื้นฐานที่ย่ำแย่เป็นอย่างยิ่ง
มิหนำซ้ำขีดความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจเอสเอ็มอีในประเทศก็ยังมีอยู่ในระดับต่ำ แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลจะเพียรพยายามจัดสรรงบประมาณมหาศาลมาให้กับการพัฒนาภาคธุรกิจทั้งขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยผ่านโครงการเงินกู้ต่างๆ แล้ว ทว่า ธุรกิจรายย่อยส่วนใหญ่ก็ยังคงต้องพึ่งพาตนเองในการหาเงินทุนมาดำเนินธุรกิจอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการกู้ยืมจากญาติพี่น้อง ซึ่งทำให้มีต้นทุนการกู้ยืมที่แพงมาก จนส่งผลให้ภาคธุรกิจรายย่อยอิเหนาไม่สามารถไปแข่งขันได้ในเวทีอาเซียนยามเมื่อเปิดตลาดกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน
ทั้งนี้ ธุรกิจเอสเอ็มอีถือเป็นหัวใจหลักสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย โดยคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 57% ของขนาดจีดีพีทั้งประเทศ รองรับการจ้างงานของคนงานในตลาดแรงงานทั่วทั้งประเทศเอาไว้สูงถึง 97% และในช่วงปี 2008 ซึ่งทั่วโลกประสบกับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจรายย่อยเหล่านี้ก็กลายเป็นกลจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแดนอิเหนาให้สามารถพลิกฟื้นจากปากเหววิกฤตในครั้งนั้นมาได้อย่างงดงาม
ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลอินโดนีเซียต้องให้ความสำคัญมากกว่าที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะในการดูแลและจัดการเรื่องผลกระทบที่มีต่อภาคธุรกิจรายย่อยให้ดี เพราะการกระโจนเข้าสู่เออีซีหนนี้กำลังสร้างผลกระทบต่อภาคธุรกิจรายย่อยอย่างมหาศาล







