
ลงทุนดับบีโอไอกลัวผิดกม.
อนุกรรมการแหยงนิวัฒน์ธำรงไร้อำนาจ ขรก.ผวาโครงการ7แสนล้านเคว้ง
อนุกรรมการแหยงนิวัฒน์ธำรงไร้อำนาจ ขรก.ผวาโครงการ7แสนล้านเคว้ง
โครงการส่งเสริมลงทุนเจอตอ บอร์ดบีโอไอไม่กล้าอนุมัติ กลัวนิวัฒน์ธำรงไร้อำนาจตามกฎหมาย
แหล่งข่าวจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) เปิดเผยว่า ได้สั่งเลื่อนการประชุมคณะอนุกรรมการบีโอไอที่จะพิจารณาอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในโครงการที่มีมูลค่าการลงทุน 200-750 ล้านบาท และจะพิจารณากลั่นกรองโครงการที่มีมูลค่าลงทุนสูงกว่า 750 ล้านบาท เพื่อเสนอให้คณะกรรมการชุดใหญ่พิจารณาอนุมัติราว 1.51.6 แสนล้านบาท ออกไปก่อน และเป็นการเลื่อนการประชุมออกไปเป็นครั้งที่ 2
แหล่งข่าวเปิดเผยอีกว่า สาเหตุที่ต้องเลื่อนการประชุมของอนุกรรมการออกไป เนื่องจากตัวแทนของแต่ละหน่วยงานที่เป็นอนุกรรมการไม่แน่ใจว่าคณะกรรมการชุดใหญ่จะมีใครมาเป็นประธานหลังจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นประธานบอร์ดโดยตำแหน่งต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไป ทำให้ข้าราชการหลายคนไม่มั่นใจว่านายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี จะทำหน้าที่ประธานบอร์ดได้หรือไม่
“แม้ทางฝ่ายการเมืองจะมีความเห็นว่าให้เลื่อนนายประเสริฐ บุญชัยสุข รมว.อุตสาหกรรม ซึ่งเป็นรองประธานบอร์ดบีโอไอโดยตำแหน่ง ให้ขึ้นมาทำหน้าที่ประธานบอร์ดได้ แต่ตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เป็นอนุกรรมการจึงไม่มั่นใจในข้อกฎหมาย” แหล่งข่าวเปิดเผย
ขณะนี้ นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการบีโอไอ ในฐานะประธานอนุกรรมการ จึงอยู่ระหว่างประสานงานกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงขอคำปรึกษาในข้อกฎหมายให้เกิดความชัดเจนเพื่อให้กรรมการทุกชุดทำงานได้อย่างมั่นใจว่าไม่ผิดกฎหมาย
“ปัญหาสำคัญตอนนี้คือ ไม่มีใครเชื่อใคร ทำให้ตัดสินใจอะไรยาก” แหล่งข่าวเปิดเผย
แหล่งข่าวบีโอไอ เปิดเผยว่า ขณะนี้มีโครงการที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนเข้ามาเกือบ 7 แสนล้านบาท โดยจะสามารถอนุมัติออกมาได้ภายใน 34 เดือน หลังจากนี้แน่นอน
นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงมีเป้าหมายผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมทางการแพทย์และสุขภาพที่สำคัญในอาเซียนภายในปี 2563 โดยเน้นผลิตสินค้าที่มีนวัตกรรม และยกระดับมาตรฐานให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลด้วยราคาที่เหมาะสม แทนการนำเข้าจากต่างประเทศ
ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ดำเนินโครงการนำร่อง 3 โครงการ เพื่อกระตุ้นให้ร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ ประกอบด้วย โครงการพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรมวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์และสุขภาพ ขณะนี้มีโรงงานที่มีความพร้อม 50 แห่ง โครงการวิจัยพัฒนาและออกแบบวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์และสุขภาพ ซึ่งขณะนี้มีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการส่งเสริม 29 ผลิตภัณฑ์ มีการลงทุนมากกว่า 300 ล้านบาท สุดท้ายคือโครงการศึกษาวิจัยโอกาสทางธุรกิจและการเพิ่มมูลค่าเพิ่มในวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์
ผู้อำนวยการ สศอ. กล่าวว่า สำหรับโครงการต่อเนื่องในปีนี้ สศอ.จะดำเนินการใน 3 โครงการ เพื่อให้ครอบคลุมคลัสเตอร์ของอุตสาหกรรมวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์มากขึ้น โดยส่วนของโครงการพัฒนาคลัสเตอร์ฯ และพัฒนามาตรฐาน ISO 13485 ขยายเป้าหมายโรงงานที่เข้าร่วมโครงการเพิ่มอีก 50 โรงงาน โครงการวิจัยพัฒนาและออกแบบวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ฯ ขยายเป้าหมายผลิตภัณฑ์เข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 11 ผลิตภัณฑ์ ส่วนโครงการศึกษาวิจัยโอกาสทางธุรกิจและการเพิ่มมูลค่าเพิ่มฯ จะปรับปรุงฐานข้อมูลเชิงลึก (Intelligence Unit) ให้มีความต่อเนื่องและสมบูรณ์มากขึ้น
“การออกแบบและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาสินค้าให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงการรักษาคุณภาพมาตรฐานเป็นเรื่องที่สำคัญมาก แต่ที่ผ่านมาผู้ประกอบการจำนวนมากโดยเฉพาะเอสเอ็มอียังให้ความสำคัญน้อย ยังมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว” นายสมชาย กล่าว







