
แบงก์ตืดให้สินเชื่อ ‘เอสเอ็มอี’ฝืดเคือง
แบงก์หวั่นเศรษฐกิจชะลอตัว อนุมัติคำขอกู้เอสเอ็มอีแค่ 50%
แบงก์หวั่นเศรษฐกิจชะลอตัว อนุมัติคำขอกู้เอสเอ็มอีแค่ 50%
นายอานุภาพ คูวินิชกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การขยายตัวของสินเชื่อในไตรมาสแรกของปีนี้มีแนวโน้มชะลอตัวลงตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เพราะแนวโน้มสินชื่อจะเป็นไปในทิศทางเดียวกับเศรษฐกิจ ซึ่งภาวะเศรษฐกิจไทยหดตัวจากสถานการณ์ทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ครัวเรือนและธุรกิจระมัดระวังในการบริโภคและการลงทุน ส่งผลให้การขยายตัวของสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ชะลอลง โดยสินเชื่อรวมขยายตัวลดลงเหลือเพียง 9.8% จากไตรมาสก่อนขยายตัว 11% แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัวและการมีปัญหาการเมืองยืดเยื้อ คือ ยอดการอนุมัติสินเชื่อลดลง
“ยอดขอกู้สินเชื่อรายย่อยทยอยลดลงมาตลอด ตั้งแต่สิ้นปี 2555 อยู่ที่ประมาณ 70% ของจำนวนผู้ยื่นขอสินเชื่อทั้งหมด แต่มาในไตรมาสแรกปีนี้ลดลงเหลือเพียง 50% แปลว่าคนยื่นคำขอกู้มา 100 ราย แบงก์อนุมัติให้กู้แค่ 50 คน ขณะที่การขออนุมัติคำขอสินเชื่อภาคธุรกิจยังทรงตัวอยู่ที่ 70% เท่าเดิม แต่คำขอสินเชื่อลดลงทั้งสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคและสินเชื่อธุรกิจ เพราะเศรษฐกิจชะลอ การใช้จ่ายย่อมลดลง ทใหทำให้การลงทุนก็ชะลอออกไปก่อน แต่เข้าใจว่าอนุมัติน้อยลง เพราะแบงก์ระมัดระวังการปล่อยกู้มากขึ้น ถ้าสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ การอนุมัติก็มีแนวโน้มลดลงได้อีก แต่คงไม่ต่ำถึง 20-30% เพราะอย่างไรเสียแบงก์ยังต้องทำธุรกิจอยู่” นายอานุภาพ กล่าว
นายอานุภาพ กล่าวว่า การอนุมัติที่ลดลงเหลือ 50 % เป็นเพราะธนาคารระมัดระวังการให้สินเชื่อ บวกกับในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดีคุณสมบัติขอผู้ขอกู้ก็จะด้อยลงด้วย ถ้าเศรษฐกิจดีผู้ขอกู้จะผ่านคุณสมบัติมากกว่า เพราะแสดงรายได้ที่ดีกว่า การอนุมัติก็ง่ายกว่า แต่ในภาวะเศรษฐกิจไม่ดีคุณสมบัติผู้ยื่นกู้ก็ด้อยลงไปด้วย เพรารายได้ไม่ได้ดีเท่าเดิม เมื่อทำเครดิตสกอริ่งคะแนนของลูกค้าก็น้อยลงไปด้วย ทำให้ได้รับอนุมัติสินเชื่อน้อยไปด้วย ถ้าเศรษฐกิจไม่มีแนวโน้มว่าจะดีขึ้น คุณภาพสินเชื่อในระยะต่อไปก็มีแนวโน้มจะด้อยลงอีก แต่จะด้อยลงแค่ไหน คงขึ้นกับหลายปัจจัย ทั้งการดูแลลูกค้าของธนาคารพาณิชย์ที่อาจจะยืดระยะเวลาชำระหนี้ให้ หรือให้ผ่อนเฉพาะดอกเบี้ย ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารดูแลลูกค้าค่อนข้างดี ทำให้สัดส่วนหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพิ่มขึ้นไม่มาก ซึ่งภาวะนี้ ธปท.ห่วงคุณภาพหนี้ของเอสเอ็มอีมากที่สุด เพราะสายป่านสั้น
ผู้อำนวยการอาวุโส ธปท. กล่าวอีกว่า ฐานะของธนาคารในขณะนี้ยังรับมือกับภาวะเศรษฐกิจชะลอและการเมืองยืดเยื้อได้ค่อนข้างดี จากการทำแบบทดสอบภาวะวิกฤต (Stress Test) ในช่วงปลายปี 2556 ถึงช่วงต้นปีนี้ที่ผ่านมา พบว่า จากฐานะธนาคารในปัจจุบัน ทั้งเงินกองทุนและการกันสำรองหนี้เสียที่ระบบที่ธนาคารมีในปัจจุบันจะรองรับสถานการณ์การเมืองที่ยืดเยื้อและเศรษฐกิจชะลอไปได้ เพราะภายใต้แบบทดสอบที่ให้สมมติฐานที่เลวร้ายเต็มที่ ไม่ว่าเศรษฐกิจไม่โต หนี้เสียเพิ่มขึ้น อัตราแลกเปลี่ยนอ่อนค่า แต่ธนาคารยังอยู่ได้อย่างสบายในอีก 2 ปีข้างหน้า







