
รื้อโครงสร้าง
ศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ทำการสำรวจความเห็นของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจและการปฏิรูปสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ โดยมีตัวอย่างเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวน 1,013 ราย จาก 12 จังหวัดทั่ว10ประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี สมุทรปราการ เชียงใหม่ เชียงราย ขอนแก่น นครราชสีมา ระยอง กาญจนบุรี นครสวรรค์ สงขลา และสุราษฎร์ธานี ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 21 เม.ย.-8 พ.ค. 2557
ศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ทำการสำรวจความเห็นของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจและการปฏิรูปสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ โดยมีตัวอย่างเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวน 1,013 ราย จาก 12 จังหวัดทั่ว10ประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี สมุทรปราการ เชียงใหม่ เชียงราย ขอนแก่น นครราชสีมา ระยอง กาญจนบุรี นครสวรรค์ สงขลา และสุราษฎร์ธานี ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 21 เม.ย.-8 พ.ค. 2557
จากผลสำรวจพบว่า ในช่วงไตรมาสแรก ผู้ประกอบการ 70.4% บอกว่ารายได้ลดลง โดยเฉลี่ยแล้วรายได้ลดลงประมาณ 19.2% ขณะที่คาดการณ์ไตรมาสสอง 64.5% ตอบว่ารายได้ยังคงลดลง ในสัดส่วน 14.8% โดยปัจจัยที่กระทบต่อธุรกิจมากที่สุดเรียงตามลำดับ ได้แก่ 1) สภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ 2) ความไม่แน่นอนทางการเมือง 3) ปัญหาสภาพคล่องของธุรกิจ 4) ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และ 5) การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น
ที่น่าสนใจ คือ ผู้ประกอบการเห็นว่าจำเป็นต้องปฏิรูปสภาพแวดล้อมทางธุรกิจใหม่ เริ่มตั้งแต่ประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการทำงานของรัฐบาล (82.6%) การสร้างเสถียรภาพและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (74.5%) การเข้าถึงแหล่งทุนอย่างเพียงพอ (64.2%) นโยบายที่จะช่วยควบคุมต้นทุนการผลิตไม่ให้เพิ่มขึ้นรวดเร็วเกินไป (51.6%) พัฒนาระบบการศึกษาให้สามารถผลิตคนรู้จักคิดรู้จักแก้ปัญหา (48.1%) ส่งเสริมการแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม (45.3%) โครงสร้างภาษีที่เอื้อต่อการเติบโต (32.8%) และอื่นๆ (22.7%)
จากผลสำรวจจะเห็นได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากโครงสร้างใหญ่ เริ่มตั้งแต่ระดับนโยบาย รัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงแหล่งเงินทุนและการส่งเสริมการแข่งขันอย่างเป็นธรรมที่เป็นอุปสรรคต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีเกือบ 3 ล้านรายในประเทศไทย ที่ผ่านมาผู้เกี่ยวข้องพยายามจะบอกว่าได้แก้ปัญหาต่างๆ เหล่านี้แล้ว แต่แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่พูดกับสิ่งที่ปฏิบัติไม่ไปในทางเดียวกัน ทำให้ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข
แม้วันนี้ผู้ประกอบการหลายรายจะหาหนทางด้วยตัวเองไปแล้วก็ตาม แต่ยังมีความหวังว่าปัญหาในเชิงโครงสร้างนี้ควรได้รับการแก้ไข เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนของธุรกิจต่อไปในอนาคตมื่อสอบถามว่ามีความเห็นอย่างไรต่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในประเทศไทยในปัจจุบัน 19.5% ระบุว่า ดีอยู่แล้ว 76.8% จำเป็นต้องปฏิรูป และอีก 3.7% ไม่มีความเห็น
เมื่อสอบถามกลุ่มที่ระบุว่าจำเป็นต้องปฏิรูปว่ามีประเด็นใดบ้างที่จำเป็นต้องปฏิรูปในช่วง 1 ปีข้างหน้า (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) 82.6% ระบุว่า ประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการทำงานของรัฐบาล 74.5% การสร้างเสถียรภาพและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 64.2% การเข้าถึงแหล่งทุนอย่างเพียงพอ 51.6% นโยบายที่จะช่วยควบคุมต้นทุนการผลิตไม่ให้เพิ่มขึ้นรวดเร็วเกินไป 48.1% พัฒนาระบบการศึกษาให้สามารถผลิตคนรู้จักคิดรู้จักแก้ปัญหา 45.3% ส่งเสริมการแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม 32.8% โครงสร้างภาษีที่เอื้อต่อการเติบโต และอีก 22.7% เป็นเรื่องอื่นๆ เช่น ความช่วยเหลือทางวิชาการ การช่วยเปิดตลาดใหม่ในต่างประเทศ เป็นต้น
ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า การที่เอสเอ็มอี 76.8% ต้องการให้มีการปฏิรูปสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องแก้ไข โจทย์ใหญ่ที่ต้องคิดให้ตกคือ ทำอย่างไรเอสเอ็มอีจึงจะสามารถเข้าถึงนโยบายและความช่วยเหลือของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้อย่างทั่วถึง
ตัวอย่างหนึ่งซึ่งสะท้อนปัญหานี้ได้ชัดเจน คือการที่เอสเอ็มอีเกือบสองในสามระบุว่า การเข้าถึงแหล่งทุนเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการแก้ไข แม้ว่าในทางปฏิบัติ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะปฏิรูปสภาพแวดล้อมทางธุรกิจเพื่อสร้างโอกาสและการแข่งขันที่เป็นธรรมให้กับเอสเอ็มอีที่มีอยู่เกือบ 2.8 ล้านราย แต่ถ้าการปฏิรูปขึ้นได้จริง และประเด็นที่เอสเอ็มอีเสนอไว้ได้รับการแก้ไข ก็เชื่อได้ว่า สถานการณ์ทางธุรกิจของเอสเอ็มอีจะดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันอย่างแน่นอน







