
ความไม่รู้
“ความไม่รู้” มากมายที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นตามที่เราได้เห็นได้ฟังมาตลอด
“ความไม่รู้” มากมายที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นตามที่เราได้เห็นได้ฟังมาตลอด
เรามีพนักงานจำนวนเป็นหมื่นเป็นแสนที่ทำงานในโรงงานและในสถานประกอบการทั่วไป (โดยเฉพาะในกิจการ SMEs หรือธุรกิจอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดเล็ก) โดยที่ไม่รู้เลยว่ามีอันตรายอะไรแอบแฝงอยู่บ้างในโรงงานหรือสถานที่ทำงานอยู่นั้น
หลายต่อหลายคน ไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าวัตถุหรือสารเคมีที่เป็นวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตอยู่นั้น เป็นวัตถุอันตรายหรือเป็นสารพิษที่ต้องห้าม การทำงานจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ หรือต้องมีวิธีการปฏิบัติงานเป็นพิเศษ
หลายต่อหลายคนก็ไม่รู้ว่าวิธีการทำงานอย่างปลอดภัยต้อง ทำอย่างไรบ้าง ไม่รู้ว่าต้องทำ อะไรก่อนหลังจึงจะไม่อันตราย ผู้ปฏิบัติงานจะต้องสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายอะไรบ้างในขณะทำงาน (เช่น สวมหมวก ใส่แว่นตา ใส่ถุงมือ คาดเข็มขัดนิรภัย ใส่รองเท้าหัวเหล็ก เป็นต้น)
เรื่องนี้คงไม่ใช่เฉพาะพนักงานที่ปฏิบัติงานหรือทำงานอยู่หน้างานที่อันตรายเท่านั้นที่มีโอกาสบาดเจ็บพิการได้ แต่รวมถึงทุกผู้คนที่อยู่ในโรงงานหรือสถานประกอบการนั้น รวมตลอดถึงผู้อยู่อาศัย ใกล้เคียงด้วยก็ได้ เช่น กรณีหม้อไอน้ำ (Boiler) ในโรงงานหรือโรงแรมระเบิด เจ้าหน้าที่ที่นั่งทำงานอยู่ในห้องแอร์ของสำนักงานหรือแขกที่พักบนชั้นต่างๆ ของโรงแรมอาจถึงตายคาที่ได้ด้วย (ถ้าแรงระเบิดไปถึงหรือไฟลุกไหม้ไปถึง)
อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นแต่ละครั้ง มักจะสร้างความเสียหายทางทรัพย์สินหรือเศรษฐกิจและมักจะทำให้มีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหรือพิการด้วยเสมอ
จึงพอจะสรุปได้ว่า อุบัติเหตุอันตรายจนเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บพิการ หรือทรัพย์สินเสียหายนั้น เกิดจาก “ความไม่รู้” ได้มากมายเหลือเกิน
เรื่องนี้มีนักวิชาการอุบัติเหตุชาวอเมริกันชื่อ ไฮน์ริช (Heinrich) กล่าวไว้เมื่อ 50 ปีที่แล้ว “อุบัติเหตุต่างๆ จะเกิดขึ้นเนื่องจากสาเหตุสำคัญ 2 ประการ คือ การกระทำที่ไม่ปลอดภัย (Unsafe Acts) และสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย (Unsafe Conditions)”
การกระทำที่ไม่ปลอดภัย (Unsafe Acts) จะเกิดจาก “ผู้ปฏิบัติงาน” หรือ “ผู้เกี่ยวข้อง” ทำงานอย่างไม่ปลอดภัย เช่น ทำงานโดยไม่รู้ว่าอันตราย ทำงานแบบเสี่ยงๆ ทำงานแบบประมาทหรือขาดสติ ขับรถเร็วเกินควร ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ไม่สวมหมวกแข็งในบริเวณสถานีก่อสร้าง เป็นต้น
สภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย (Unsafe Conditions) จะเกิดจากสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตรายที่อยู่รอบตัวพนักงานผู้ปฏิบัติงาน รวมถึงสภาพแวดล้อมต่างๆ ภายในโรงงานหรือสถานประกอบการด้วย เช่น เครื่องจักรไม่ปลอดภัย (มีส่วนที่หมุนหรือเคลื่อนไหวเปิดโล่ง) แสงสว่างไม่เพียงพอ เสียงดังเกินไป ร้อนอบอ้าว ฝุ่นละอองหรือควันพิษฟุ้งกระจายพื้นทางเดินลื่น สะสมวัตถุดิบหรือสารเคมีอันตรายมากเกินควร เป็นต้น
ถึงวันนี้สาเหตุสำคัญทั้งสองประการดังกล่าวข้างต้น ยังเป็นจริงเสมอเพราะยังคงเป็นสาเหตุหลักของอุบัติเหตุร้ายแรงต่างๆ ในโลกใบนี้
แต่ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อเทคโนโลยีการผลิตก้าวหน้ามากขึ้น สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุจะมีอีกหลายสาเหตุ และยิ่งซับซ้อนมากขึ้น
ดังนั้น มาตรการป้องกันอุบัติเหตุไม่ให้เกิดขึ้น (มาตรการเชิงรุก) จึงเป็นวิธีการที่สำคัญยิ่งของการป้องกันอุบัติเหตุและลดความสูญเสียต่างๆ ทางด้านชีวิตและทรัพย์สิน
แต่เรามักจะคุ้นเคยกับ “การแก้ไขปรับปรุง” หลังจากการเกิดอุบัติเหตุมากกว่า และมักจะทำกันแบบ “ไฟไหม้ฟาง” ด้วยซ้ำไป คือ ทำกันแบบตื่นเต้นและดูจริงจังยิ่งนักหลังเกิดอุบัติเหตุใหม่ๆ และแล้วก็ค่อยๆ เลือนหายไปๆ จนสงบนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
การปรับปรุงสภาพแวดล้อมในที่ทำงานให้มีความปลอดภัย ก็เป็นมาตรการป้องกันอุบัติเหตุที่ได้ผลวิธีหนึ่ง เช่น ปิดครอบส่วนที่อันตรายของเครื่องจักร เพิ่มแสงสว่างให้เพียงพอและเหมาะสมกับลักษณะงาน ติดตั้งระบบระบายอากาศ ปรับปรุงการวางผังโรงงาน แยกเก็บวัตถุอันตรายอย่างปลอดภัย
ปัญหาก็คือ เราจะทำอย่างไรให้ “ความไม่รู้” เป็น “ความรู้” ให้มากที่สุด ครับผม!







