
ยกมาตรฐานธุรกิจกัมพูชา
เลี่ยงเสียโอกาสส่งออกแพ้ศึก‘เออีซี’รายย่อยบ่นอุบต้นทุนสูงเสี่ยงปิด
เลี่ยงเสียโอกาสส่งออกแพ้ศึก‘เออีซี’รายย่อยบ่นอุบต้นทุนสูงเสี่ยงปิด
แนะเอสเอ็มอีกัมพูชาต้องพัฒนาสินค้าให้ผ่านมาตรฐานอาหาร เสี่ยงสู้ศึก “เออีซี” ไม่ไหว
หนังสือพิมพ์พนมเปญ โพสต์ รายงานอ้างคำกล่าวของ ฮิม พานิธ รองผู้อำนวยการศูนย์ผลิตภาพแห่งชาติในกัมพูชา ระบุว่า ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ในอุตสาหกรรมผลิตอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานทางอาหารด้านคุณภาพและความปลอดภัยในระดับสากล มีความเสี่ยงอย่างมากที่ธุรกิจจะสูญเสียโอกาสในการส่งออกและสูญเสียศักยภาพในการแข่งขันกับสินค้านำเข้า เมื่ออุปสรรคทางการค้าผ่อนคลายลงหลังจากที่เข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปลายปี 2015
ทั้งนี้ พานิธ กล่าวว่า เอสเอ็มอีที่ผลิตอาหารและเครื่องดื่มในกัมพูชามีเพียง 30 แห่ง จากทั้งหมด 5 แสนแห่งที่ได้รับการรับรองมาตรฐานทางอาหารด้านคุณภาพและความปลอดภัยในระดับสากล
“ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีความรู้และเข้าใจเกี่ยวกับระบบ และพวกเขายังจำเป็นต้องลงทุนในการปรับเปลี่ยนโรงงานและอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้เกิดการผลิตที่สะอาด” พานิธ ระบุ
ความเคลื่อนไหวนี้ สอดคล้องกับที่รัฐบาลต้องการให้เอสเอ็มอีมีมาตรฐาน 3 ด้านในการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม อันได้แก่ หลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร (จีเอ็มพี) การวิเคราะห์จุดวิกฤตที่ต้องควบคุมในผลิตภัณฑ์อาหาร (เอชเอซีซีพี) และระบบบริหารความปลอดภัยของอาหาร หรือไอเอสโอ 22000
“เพื่อเข้าสู่ตลาดในประเทศใดๆ ก็ตามในอาเซียน สินค้าจะต้องมีมาตรฐานตามที่ประเทศเหล่านั้นระบุ” รองผู้อำนวยการศูนย์ผลิตภาพแห่งชาติในกัมพูชา กล่าว โดยได้หมายถึงไอเอสโอ 22000
อย่างไรก็ตาม กระบวนการเพื่อให้ได้การรับรองมาตรฐานเหล่านี้มีต้นทุนสูงและอาจทำให้เอสเอ็มอีท้องถิ่นต้องปิดตัวลง ซึ่ง พานิธ ระบุว่า โดยทั่วไปแล้วต้นทุนในการขอคำปรึกษาอยู่ที่ 1 หมื่นเหรียญสหรัฐ (ราว 3.2 แสนบาท) และต้นทุนอาจพุ่งสูงถึง 56 หมื่นเหรียญสหรัฐ ถ้าต้องฝึกฝนพนักงานและปรับเปลี่ยนโรงงานด้วย
รายงานระบุว่า ต้นทุนที่สูงได้สร้างอุปสรรคให้กับ ตัง สรัง เจ้าของบริษัท แขง แคน ผู้ผลิตเครื่องดื่มในพนมเปญ ที่มีลูกจ้างเพียง 10 คน โดยเจ้าตัวหวังว่าจะได้ใบรับรองก่อนปี 2015 ทว่าความเป็นจริงแล้ว ราคาที่ขายสินค้าขณะนี้ทำให้โอกาสที่จะได้ใบรับรองนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย







