
"ล้ม"ได้...ก็"ลุก"ได้
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เจอกับวิกฤตที่พุ่งเข้าหามาโดยตลอด ซึ่งการเกิดวิกฤตในแต่ละครั้งจะต้องมีกลุ่มผู้ประกอบการ SME ได้รับผลกระทบในทุกครั้ง
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เจอกับวิกฤตที่พุ่งเข้าหามาโดยตลอด ซึ่งการเกิดวิกฤตในแต่ละครั้งจะต้องมีกลุ่มผู้ประกอบการ SME ได้รับผลกระทบในทุกครั้ง
แต่ด้วยจุดแข็งของธุรกิจ SME ที่มีความคล่องตัว สามารถเรียนรู้และปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว จึงทำให้ธุรกิจ SME รอดพ้นผ่านวิกฤตมาได้ แต่อาจจะไม่ใช่ทุกราย เพราะขึ้นอยู่กับวิธีในการบริหารจัดการและแก้ปัญหาของผู้ที่เป็นเจ้าของธุรกิจ ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญที่จะนำพาธุรกิจให้รอดหรือล่ม
สำหรับวิกฤตหนักๆ ที่ผ่านมายังได้เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่าไม่มีอะไรที่แย่ หากเรามีสติ มองเห็นโอกาสหรือวิธีแก้ปัญหา ที่สำคัญ คือ หากสามารถปรับตัวได้ เราก็จะผ่านจุดนั้นมาได้ และจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเตรียมพร้อมป้องกันกับวิกฤตที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีกด้วย ที่เป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจเพิ่มขึ้นยิ่งไปอีก
วันนี้ผมมีเรื่องของผู้ประกอบการ 2 ท่าน ที่ต้องเจอกับวิกฤตหนักถึงขั้นหมดตัวได้เลย หาก “ล้ม” แล้ว “ไม่ลุก” ขึ้นยืนตั้งแต่วันนั้น
ในปี 2547 ถ้าจำกันได้เกิดเหตุการณ์สึนามิเข้าถล่มทะเลทางภาคใต้ โดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยวที่อยู่ตามชายหาดโดนสึนามิถล่มจนไม่เหลืออะไรเลย แม้แต่ชีวิตของตัวเองก็เกือบเอาไม่รอด
ขณะที่ลูกค้าของธนาคารรายนี้ทำธุรกิจร้านอาหารบนเกาะพีพี 2 ร้าน โดยก่อนเกิดสึนามิเพิ่งเปิดร้านอาหารแห่งที่ 2 ไปแค่ 6 วัน โดยแห่งที่ 2 ได้หยิบยืมเงินจากเพื่อนเพื่อมาลงทุนอีกด้วย
แต่เมื่อโดนสึนามิถล่มนอกจากจะไม่เหลืออะไรแล้ว ยังมีหนี้สินมหาศาล แต่ด้วยความเป็นนักสู้และรับผิดชอบต่อชีวิตครอบครัวและลูกน้อง รวมถึงรับผิดชอบต่อหนี้สิน ลูกค้าจึงฮึดขึ้นสู้ขายทรัพย์สินทุกอย่างที่มีในราคาถูกทั้งบ้านและรถ
พร้อมกับย้ายมาอยู่ห้องเช่าเล็กๆ และนั่งรถโดยสาร ชีวิตพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ นอนร้องไห้ทุกคืน แต่ด้วยความรับผิดชอบต่อครอบครัวจึงย่อท้อไม่ได้ ด้วยความที่เป็นคนดีมีน้ำใจ จึงมีเพื่อนๆ ให้ยืมเงินเพื่อลงทุนใหม่ แต่ลงทุนเปิดปิดร้านอาหารหลายแห่งก็ประสบแต่ภาวะขาดทุน จนวันหนึ่งมีเพื่อนมาชวนไปเปิดร้านแถวท่าเรือและมีทัวร์จีนมาลง จึงทำให้ธุรกิจเริ่มดีขึ้น จนทุกวันนี้สามารถกลับมาผงาดได้อีกครั้ง
สำหรับลูกค้ารายนี้ถ้าท้อแท้ตั้งแต่วันที่เจอสึนามิ ความสุขในวันนี้อาจจะเกิดขึ้นไม่ได้ ทุกวิกฤตย่อมมีทางออกของมัน แต่อยู่ที่ว่าเราพร้อมที่จะต่อสู้เพื่อหาทางออกนั้นหรือไม่
ส่วนในปี 2554 คงเป็นปีที่คนกรุงเทพฯ ทุกคนจำได้ไม่ลืมเลือนกับเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่เกิดขึ้น ลูกค้ารายนี้ทำธุรกิจผลิตพลาสติกในนิคมอุตสาหกรรม แม้ว่าทางนิคมฯ จะพยายามหาทางป้องกันน้ำไม่ให้เข้า แต่สุดท้ายก็ต้านแรงดันน้ำเอาไว้ไม่อยู่ ก่อนที่น้ำจะเข้ามาท่วมมิด ลูกค้าก็มานั่งคิดว่าจะแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง เพราะโรงงานไม่รอดแน่ๆ
แต่ด้วยการใช้สติและคิดบวกว่า แม้น้ำจะท่วมแต่ธุรกิจเราต้องรอด จึงเริ่มคิดแก้ปัญหาด้วยการเก็บข้อมูลในคอมพิวเตอร์ทั้งหมด และให้ลูกค้ารีบมารับสินค้าออกไปโดยเร็ว
หลังจากนั้นน้ำก็ท่วมเข้านิคมฯ อย่างรวดเร็ว ทุกอย่างจมอยู่ใต้น้ำ แต่ลูกค้าก็ยังไม่ย่อท้อจ้างนักประดาน้ำเพื่อดำลงไปเอาแม่พิมพ์และของจำเป็นที่ต้องใช้ในการผลิต ขนเครื่องจักรบางส่วนที่ขนย้ายได้ เพื่อนำไปยังสถานที่ที่จะใช้เป็นโรงงานผลิตชั่วคราว และลงทุนซื้อเครื่องจักรใหม่ เพื่อเดินหน้าธุรกิจต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ แม้จะประสบวิกฤตจากปัญหาน้ำท่วม
สิ่งที่ทำทั้งหมดเพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ ลูกค้าได้รับสินค้าตามต้องการ และพนักงานยังคงมีงานทำ ที่แม้ว่าลูกค้าจะท้อแต่ก็ถอยไม่ได้ เพราะถ้าเราคิดว่าทำไม่ได้ มันก็จะทำไม่ได้ เราก็จะไม่เห็นทางออก
ดังนั้น เมื่อเกิดปัญหาเราต้องถามตัวเองก่อนว่า เราไปต่อไหวไหม เพราะถ้าเราไปต่อไหว เราก็จะพยายามคิดหาทางแก้ไขกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นี่คือแนวคิดที่ทำให้ธุรกิจของลูกค้ารายนี้ดำเนินต่อไปได้แม้ในขณะที่โรงงานยังจมอยู่ใต้น้ำ
ทั้งสองกรณีศึกษามีจุดเหมือนกันตรงแนวคิดของเจ้าของธุรกิจ เพราะการทำธุรกิจไม่ใช่โชคช่วย หากเจ้าของไม่คิดบวก ไม่สู้ วันแห่งชัยชนะคงไม่มาถึง







