
‘สมิทธ์’สร้างผลงานกองทุน
หวังขยายฐานดึงนักลงทุนรายย่อยมั่นใจปี2557สินทรัพย์ทะลุล้านล้านบาท
หวังขยายฐานดึงนักลงทุนรายย่อยมั่นใจปี2557สินทรัพย์ทะลุล้านล้านบาท
“สมิทธ์” เอ็มดีใหม่ บลจ.ไทยพาณิชย์ เปิดภารกิจหลักลุยสร้างผลงานกองทุน หวังดึงรายย่อยซบ
นายสมิทธ์ พนมยงค์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ภารกิจหลักในการเข้ามารับตำแหน่งในครั้งนี้จะให้ความสำคัญกับการสร้างผลการดำเนินงานของกองทุนให้ดีขึ้นเป็นอันดับแรก โดยต้องมีผลงานชนะดัชนีเปรียบเทียบและคู่แข่ง เพื่อดึงดูดกลุ่มนักลงทุนรายย่อย จากปัจจุบันกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นนักลงทุนสถาบัน
นอกจากนี้ บริษัทยังมีกองทุนทั้งในและต่างประเทศที่หลากหลายครบถ้วน จึงตั้งใจที่จะสานต่อนโยบายเดิมให้ดีขึ้น โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับลูกค้าที่ต้องการลงทุนเพื่อได้รับผลตอบแทนในระดับที่ดี บริษัทจึงจะนำเสนอกองทุนอื่นๆ นอกเหนือจากกองทุนตราสารหนี้ประเภทกำหนดอายุการลงทุน (เทอมฟันด์) ที่มีเม็ดเงินลงทุนอยู่เป็นจำนวนมาก
“บริษัทจะนำเสนอกองทุนที่มีผลงานดีๆ ไปสู่กลุ่มลูกค้ารายย่อยมากขึ้น ควบคู่กับการให้ความรู้ด้านการจัดสรรเงินลงทุนและทิศทางการลงทุนที่เหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ ที่ส่งผลต่อการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ” นายสมิทธ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม มองว่าปีนี้เป็นอีกปีแห่งความท้าทายของธุรกิจจัดการลงทุน ถึงแม้ธนาคารจะไม่แข่งขันระดมเงินฝาก แต่จากการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นของธุรกิจ ท่ามกลางสถานการณ์ที่มีความผันผวนสูงจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ
นายสมิทธ์ กล่าวว่า บริษัทไม่ได้มุ่งว่าจะต้องก้าวสู่การเป็นอันดับ 1 ในธุรกิจจัดการลงทุน แต่มองว่าสิ่งสำคัญคือจะต้องรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ให้ได้ในทุกธุรกิจทั้งกองทุนรวม กองทุนส่วนบุคคล กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ และกองทุนโครงสร้างพื้นฐานที่บริษัทเป็นผู้นำอยู่ โดยมีเป้าหมายผลักดันให้สินทรัพย์ภายใต้การบริหารงาน (เอยูเอ็ม) แตะ 1 ล้านล้านบาทในปีนี้ จากปัจจุบันอยู่ที่ 9.36 แสนล้านบาท
สำหรับแนวโน้มการลงทุนในปีนี้ บริษัทมองว่าตลาดหุ้นไทยยังคงผันผวนในกรอบ 1,2001,400 จุด จากสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ ซึ่งคาดว่าจะไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลถาวรได้ในช่วงครึ่งปีแรก ทำให้การลงทุนในต่างประเทศจะมีความน่าสนใจมากกว่า เช่น ยุโรปที่มีพื้นฐานเศรษฐกิจดีขึ้น สหรัฐก็ฟื้นตัวชัดเจน รวมถึงญี่ปุ่นได้รับผลดีจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ จึงมองว่าตลาดเหล่านี้ยังน่าสนใจลงทุน
ด้าน นายศรชัย สุเนต์ตา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า จากสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันคาดว่าอาจทำให้การตั้งรัฐบาลถาวรและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายได้ในช่วงปลายปี จึงมองว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในเดือนก.ค.นี้ คงไม่สามารถดำเนินการได้หรือหากจัดการเลือกตั้งได้ ก็จะไม่ประสบความผลสำเร็จ เนื่องจากยังมีเสียงคัดค้านจากหลายฝ่าย และจากผลกระทบทางการเมือง ทำให้ศูนย์วิจัยไทยพาณิชย์ได้ปรับลดประมาณการเติบโตของจีดีพีปีนี้ลงเหลือ 1.6% จากเดิมที่คาดว่าจะโตได้ในระดับ 2%
อย่างไรก็ดี แม้จะมีปัญหาการเมืองและไม่มีรัฐบาลถาวร แต่ประเทศไม่ได้เกิดวิกฤตทางการเงิน เนื่องจากเงินสำรองในประเทศยังอยู่ในระดับที่สูง และพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนยังแข็งแกร่ง มีเพียงหนี้ครัวเรือนที่เป็นปัญหาและกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจให้ชะลอตัว การลงทุนในหุ้นไทยยังลงทุนได้โดยมีหุ้นที่น่าสนใจ คือ บริษัทที่เป็นผู้นำของอุตสาหกรรม ซึ่งมีการเติบโตของกำไรมากกว่า 10% และมีอัตราเงินปันผลประมาณ 4%
“กลยุทธ์ที่จะทำให้กองทุนภายใต้การบริหารของบริษัทมีผลงานที่ดีขึ้นได้ คงจะต้องมีการจับจังหวะตลาด เพื่อหาโอกาสในการทำกำไรในหุ้นมากขึ้น” นายศรชัย
สำหรับกองทุนที่มีผลงานโดดเด่นที่เป็นกองทุนหุ้นในประเทศ เช่น กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ SET BANKING SECTOR INDEX (SCBBANKING) ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีประมาณ 16.94% ณ วันที่ 30 เม.ย.2557 และกองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นทุนปันผล (SCBDV) มีผลตอบแทนนับตั้งแต่ต้นปีประมาณ 11.08% ณ วันที่ 30 เม.ย.2557 ส่วนกองทุนต่างประเทศ ได้แก่ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ เอสแอนด์พี 500 (SCBS&P500) ผลตอบแทนนับตั้งแต่ต้นปีประมาณ 3.01% ณ วันที่ 30 เม.ย.2557 และกองทุนเปิดไทยพาณิชย์โกลบอล อิควิตี้ (SCBGEQ) ผลตอบแทนนับตั้งแต่ต้นปีประมาณ 6.45% ณ วันที่ 30 เม.ย.2557
กล่าว
สำหรับเม็ดเงินลงทุนของต่างชาติเริ่มไหลกลับเข้าในตลาดหุ้นเกิดใหม่ หลังจากธนาคารกลางสหรัฐทยอยลดวงเงินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและคงยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็ว โดยเงินไหลเข้ามามากในฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ขณะที่ไทยยังไม่มากจากปัญหาการเมือง







