
โรงเรียนดนตรียามาฮ่า ลุยปรับแบรนด์ยกระดับสู่สากล
“อยากเห็นเมืองไทยเป็นเมืองแห่งดนตรี หรือเวียนนาตะวันออก” นี่คือปณิธานสำคัญที่ทำให้ ถาวร พรประภา
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
“อยากเห็นเมืองไทยเป็นเมืองแห่งดนตรี หรือเวียนนาตะวันออก” นี่คือปณิธานสำคัญที่ทำให้ ถาวร พรประภา ก่อตั้งโรงเรียนดนตรีสยามกลการ สถาบันดนตรียามาฮ่าขึ้นภายใต้ บริษัท สยามดนตรียามาฮ่า ถึงทุกวันนี้มีอายุรวม 48 ปีแล้ว และบริษัทกำลังก้าวสู่ช่วงสำคัญกับการปรับภาพลักษณ์เพื่อรับการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ปีหน้า
ประนัปดา พรประภา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามดนตรียามาฮ่า หลานสาวของถาวร พรประภา ผู้ก่อตั้ง เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทจะให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจโรงเรียนดนตรีมากขึ้น โดยบริษัทจะปรับภาพลักษณ์ของโรงเรียนดนตรีใหม่ โดยใช้งบสำหรับปรับภาพลักษณ์ที่อยู่นอกเหนือจากงบการตลาดอีกปีละ 50 ล้านบาท ต่อเนื่อง 3 ปี เริ่มจากการเปลี่ยนชื่อโรงเรียนดนตรีสยามกลการ เป็นโรงเรียนดนตรียามาฮ่า
สาเหตุที่เปลี่ยนชื่อ เพื่อยกระดับให้โรงเรียนมีภาพลักษณ์ที่ทันสมัย และมีมาตรฐานเดียวกับเครือข่ายโรงเรียนดนตรียามาฮ่าทั่วโลก ทำให้นักเรียนที่จบออกไปได้รับความเชื่อถือมากขึ้น ขณะเดียวกันยังเป็นประโยชน์ต่อโรงเรียน ทำให้หาบุคลากรที่จะมาสอนง่ายขึ้นด้วย โดยหากบุคลากรมาจากโรงเรียนดนตรียามาฮ่าในต่างประเทศแล้วต้องการย้ายมาสอนในไทย ก็จะมั่นใจเลือกโรงเรียนดนตรียามาฮ่าเพราะเป็นโรงเรียนในเครือเดียวกัน ส่วนบุคลากรที่โรงเรียนในไทยก็มีโอกาสไปสอนในต่างประเทศง่ายขึ้นเช่นกัน
นอกจากการเปลี่ยนชื่อแล้ว บริษัทยังได้ดึง บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ นักร้อง นักดนตรี มาเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ สร้างการรับรู้ในทุกขาธุรกิจดนตรีของบริษัทภายใต้แนวคิด ยามาฮ่า มีชีวิตกับดนตรี (ยามาฮ่า ไลฟ์ วิต มิวสิก)
ประนัปดา กล่าวอีกว่า ตามแผนน่าจะเปลี่ยนชื่อสาขาโรงเรียนเป็น โรงเรียนดนตรียามาฮ่าได้ครบทุกแห่งใน 3 ปี โดยปัจจุบันโรงเรียนมี 86 สาขาทั่วประเทศ ในสิ้นปีนี้จะเพิ่ม 7 สาขา เป็น 93 สาขา และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 100 สาขาในปีหน้า ขณะที่จำนวนนักเรียนคาดว่าปีนี้จะเพิ่มได้ 10% จากปีที่ผ่านมามีกว่า 3 หมื่นคน คิดเป็น 80% ของตลาดรวมโรงเรียนดนตรี
ขณะเดียวกันจะขยายฐานผู้เรียนให้เพิ่มขึ้น แนวทางหนึ่งคือการเพิ่มหลักสูตรระยะสั้น 1-3 เดือน จากเดิมมีแต่หลักสูตรระยะยาว เพื่อตอบสนองกลุ่มนักเรียนจากประเทศเพื่อนบ้าน หรือบุตรหลานของชาวต่างชาติที่มาทำงานในไทย โดยคาดว่าจะมีผู้สนใจเรียนหลักสูตรนี้ 5,000 คนต่อปี
สำหรับโรงเรียนดนตรีเป็นหนึ่งในขาธุรกิจด้านดนตรีของบริษัท ที่แบ่งออกเป็น 3 ธุรกิจ คือ การนำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดนตรียามาฮ่ามีสัดส่วน 60% ของรายได้รวม การนำเข้าและจัดจำหน่ายเครื่องเสียง 30% ขณะที่โรงเรียนดนตรีมีสัดส่วน 10% สำหรับในปีนี้บริษัทได้ตั้งเป้ารายได้รวม 1,570 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จากปีก่อน โดยใช้งบตลาด 157 ล้านบาท หรือประมาณ 10% ของรายได้รวม
“เดิมตั้งเป้ารายได้โตกว่า 10% จากปีก่อน แต่สถานการณ์การเมืองกระทบธุรกิจโดยเฉพาะด้านยอดขายเครื่องดนตรี จึงลดเป้าหมายรายได้ปีนี้โตแค่ 5% ซึ่งการแข่งขันในธุรกิจโรงเรียนดนตรีในปีนี้เหนื่อยแน่นอน เพราะอยู่ในสภาพตลาดที่คนกังวลกับปัญหาการเมือง และภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แต่เชื่อว่าเป็นปัญหาระยะสั้น ในที่สุดตลาดจะกลับมาดีเหมือนเดิม จากการที่ผู้ปกครองในยุคนี้ให้ความสำคัญส่งเสริมบุตรหลานเรียนเสริมทุกด้านรวมถึงดนตรี ขณะที่บริษัทจะใช้จุดแข็งด้านส่งเสริมนักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์ ประพันธ์เพลงเองได้ ไม่ใช่แค่ฝึกร้องหรือเล่นดนตรีเป็นเท่านั้น” ประนัปดา กล่าว
ในส่วนธุรกิจเครื่องดนตรีที่มีมูลค่าตลาด 3,000 ล้านบาท ในปีนี้จะขยายโชว์รูมเพิ่มอีก 10 แห่ง จากปัจจุบันมีโชว์รูมจำหน่ายเครื่องดนตรี 200 สาขาทั่วประเทศ ไม่นับรวมตัวแทนจำหน่ายรายย่อย ขณะที่ธุรกิจเครื่องเสียงที่มีมูลค่าตลาดรวมที่ 4,000 ล้านบาท จะมีการยุบโชว์รูมลงครึ่งหนึ่ง จากที่มีอยู่เกือบ 100 สาขา ในศูนย์การค้าทั่วประเทศ โดยจะเน้นสาขาที่ทำกำไรได้ดี
เมื่อดนตรียังคงเป็นเครื่องขับกล่อมให้ชีวิตได้รู้สึกผ่อนคลายจากความเครียด จึงไม่แปลกที่ธุรกิจเกี่ยวกับดนตรีจะยังมีหวังที่จะเติบโตฝ่ากระแสการเมืองที่วุ่นวายไปได้







