
การคุมคลื่น 4G
แม้ประเทศไทยจะเริ่มใช้เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคมแบบ 3G อย่างเป็นทางการ ภายหลังการจัดประมูลคลื่นความถี่ย่าน 2100 MHz (2.1 GHz) เมื่อเดือน ต.ค. 2555 แต่เทคโนโลยีทางการสื่อสารโทรคมนาคมในปัจจุบันได้ถูกพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว หลายประเทศในยุโรปได้เริ่มการทดลองใช้เทคโนโลยีสื่อสารรุ่นที่ 5 หรือ 5G แล้ว ขณะที่หลายประเทศในโลกเริ่มให้บริการเทคโนโลยีแบบ 4G มาแล้วระยะหนึ่ง
แม้ประเทศไทยจะเริ่มใช้เทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคมแบบ 3G อย่างเป็นทางการ ภายหลังการจัดประมูลคลื่นความถี่ย่าน 2100 MHz (2.1 GHz) เมื่อเดือน ต.ค. 2555 แต่เทคโนโลยีทางการสื่อสารโทรคมนาคมในปัจจุบันได้ถูกพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว หลายประเทศในยุโรปได้เริ่มการทดลองใช้เทคโนโลยีสื่อสารรุ่นที่ 5 หรือ 5G แล้ว ขณะที่หลายประเทศในโลกเริ่มให้บริการเทคโนโลยีแบบ 4G มาแล้วระยะหนึ่ง
สำหรับประเทศไทย คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ซึ่งดูแลงานทางด้านกิจการโทรคมนาคมและอยู่ภายใต้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ก็อยู่ระหว่างการเตรียมนำเอาเทคโนโลยีแบบ 4G มาใช้บนคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz และ 1800 MHz
ในส่วนของการจัดสรรคลื่นความถี่โดยวิธีการประมูลตามที่พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 มาตรา 45 ได้กำหนดไว้นั้น คณะกรรมการ กทค. ได้มีมติสรุปรายการเริ่มต้นในการเปิดประมูลคลื่นความถี่ของ 900 MHz ในราคา 19,705 ล้านบาท และราคาเริ่มต้นเปิดประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz ในราคา 23,195 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้มีรายได้ขั้นต่ำจากการประมูลอยู่ที่ 42,900 หมื่นล้านบาท
ในการจัดสรรคลื่นความถี่ดังกล่าวสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ได้ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกในการจัดสรรคลื่นอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทางคณะกรรมการ กสทช.เองก็ได้ตระหนักในข้อนี้ โดยจะมีการกำหนดเงื่อนไขการประมูลให้เอื้อกับผู้ประกอบการหน้าใหม่ และวางมาตรการเพื่อกำหนดการถือครองคลื่นความถี่โดยรวมต่อผู้ให้บริการแต่ละรายได้มีการสำรวจการถือครองคลื่นความถี่ที่นำไปให้บริการด้านโทรคมนาคมทั้งหมดของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกราย ในขณะนี้พบว่าผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกรายต่างมีการครอบครองคลื่นความถี่ที่ใช้ในกิจการโทรคมนาคมอยู่แล้วทั้งสิ้น ตามที่ผู้ให้บริการแต่ละรายทำไว้กับหน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจที่เป็นเจ้าของคลื่นเดิม
การดำเนินการเพื่อให้มาตรการจำกัดการถือครองคลื่นความถี่โดยรวมของผู้ให้บริการแต่ละรายสามารถบังคับใช้ได้อย่างเป็นจริง จำเป็นอย่างยิ่งที่คณะกรรมการ กสทช. ต้องกำหนดวิธีการหรือมาตรการที่ชัดเจนว่าจะตรวจสอบหรือมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอย่างไร
สิ่งสำคัญคือ กสทช.ต้องทำการพิจารณาในเรื่องนี้อย่างจริงจัง เช่น พิจารณาว่าผู้เข้าประมูลเป็นบริษัทลูกหรือบริษัทในเครือของผู้ให้บริการเดิมที่ถือครองคลื่นความถี่อยู่แล้วเข้ามาประมูลหรือไม่ เนื่องจากผู้เข้าประมูลโดยส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดจะมีสถานะเป็นนิติบุคคลที่มักจะเป็นนิติบุคคลอันเป็นเครือข่ายเดียวกันกับบริษัทผู้ให้บริการเดิม ซึ่งถือครองคลื่นความถี่เดิมอยู่แล้ว
การพิจารณาจึงต้องดูลงไปว่าผู้เข้าประมูล ซึ่งแม้จะจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลใหม่ แต่มีความเกี่ยวพันกับผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายเดิม เพื่อจะได้มองเห็นภาพรวมทั้งหมดว่าจะมีการกระจุกตัวของการถือครองคลื่นความถี่หรือไม่ การพิจารณาคุณสมบัติของบริษัทที่เข้าประมูลเพียงชั้นเดียวโดยไม่พิจารณาถึงที่มาอันแท้จริงจะทำให้หลักการจำกัดการถือครองคลื่นความถี่โดยรวม (Overall Spectrum Cap) ไม่สามารถนำมาบังคับใช้ได้จริง อันจะทำให้การป้องกันการผูกขาดในตลาดโทรคมนาคมไม่อาจเกิดขึ้นได้
การพิจารณาเฉพาะตัวนิติบุคคลที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อเข้าประมูลโดยไม่พิจารณาถึงภาพรวมของตลาดผู้ให้บริการ ซึ่งมีรายใหญ่อยู่ไม่กี่ราย ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างผู้เข้าประมูลกับผู้ให้บริการรายเดิม จะทำให้ กสทช.ไม่อาจมองเห็นภาพที่แท้จริง และไม่อาจทำให้หลักการจำกัดการถือครองคลื่นความถี่เพื่อสร้างภาวะการแข่งขันลดการผูกขาดของผู้ให้บริการโทรคมนาคมเกิดขึ้นได้ หากเกิดการแข่งขันและลดการผูกขาด ประโยชน์ก็จะเกิดแก่ประชาชนผู้ใช้บริการโทรคมนาคม เพราะอัตราค่าบริการจะถูกลงนั่นเอง







