
แนวรบ "ปฏิรูปพลังงาน"จุดยืนแตกต่าง-ลดอำนาจผูกขาด "ปตท."
พลันที่ ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ อดีต รมว.พลังงาน ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน 33 คน จัดตั้ง “กลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน” เพื่อให้ข้อเท็จจริงด้านพลังงานตอบโต้กลุ่มนักวิชาการอิสระ ที่ให้ข้อมูลด้านพลังงานที่บิดเบือนไปจากข้อเท็จจริงบนโลกออนไลน์ แม้ว่าในห้วงเวลาที่ผ่านมา ปิยสวัสดิ์ จะไม่ได้เอ่ยชื่อว่าเป็นนักวิชาการกลุ่มใดก็ตาม
พลันที่ ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ อดีต รมว.พลังงาน ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน 33 คน จัดตั้ง “กลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน” เพื่อให้ข้อเท็จจริงด้านพลังงานตอบโต้กลุ่มนักวิชาการอิสระ ที่ให้ข้อมูลด้านพลังงานที่บิดเบือนไปจากข้อเท็จจริงบนโลกออนไลน์ แม้ว่าในห้วงเวลาที่ผ่านมา ปิยสวัสดิ์ จะไม่ได้เอ่ยชื่อว่าเป็นนักวิชาการกลุ่มใดก็ตาม
ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา มีนักวิชาการหลายกลุ่มรวมตัวกันและจัดเสวนาบ่อยครั้งเพื่อให้ข้อมูลและนำเสนอความไม่เป็นธรรมในกิจการด้านพลังงานของไทย โดยเฉพาะอำนาจต่อรองผูกขาดที่จำกัดอยู่ในรัฐวิสาหกิจด้านพลังงาน คือ บริษัทในกลุ่ม ปตท.
การขับเคลื่อนของนักวิชาการกลุ่มนี้อยู่ภายใต้ร่มธงคณะกรรมาธิการวุฒิสภา ที่มี รสนา โตสิตระกูล อดีตกรรมาธิการและประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการและประธานอนุกรรมาธิการเสริมสร้างธรรมาภิบาลด้านพลังงาน ภายใต้คณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา และได้นำเสนอประเด็นพลังงานแล้ว 5 ภาค
โดยเฉพาะรายงานการศึกษาธรรมาภิบาลในระบบพลังงานภาคที่ 4 ที่นำเสนอ “แนวทางจัดการทรัพยากรปิโตรเลียมในอ่าวไทย” โดยเปรียบเทียบระบบการให้สัมปทานของไทยและระบบแบ่งปันผลประโยชน์ที่ใช้ในมาเลเซีย ซึ่งพบว่าระบบแบ่งปันผลประโยชน์ทำให้รัฐบาลมาเลเซียมีรายได้จากการผลิตปิโตรเลียมคิดเป็น 40% ของรายได้รัฐบาลในปี 2554 ส่วนไทยได้ผลประโยชน์เพียง 9.3% ของรายได้รัฐบาล พร้อมทั้งเสนอให้ไทยเปลี่ยนระบบจัดการปิโตรเลียมจากการให้สัมปทานมาเป็นระบบแบ่งปันผลประโยชน์
ในขณะที่กลุ่ม ปิยสวัสดิ์ ยังเห็นด้วยกับระบบการให้สัมปทานน้ำมัน เพราะระบบที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน คือ Thailand 3 ได้มีการปรับปรุงเงื่อนไขนำส่งเงินให้ภาครัฐในอัตราที่สูงอยู่แล้ว ขณะที่การใช้ระบบแบ่งปันผลประโยชน์ ภาครัฐต้องลงทุนด้านสำรวจ ขุดเจาะ และผลิตทั้งกระบวนการ ซึ่งใช้เงินลงทุนสูง อีกทั้งแหล่งน้ำมันในไทยเป็นแหล่งเล็กกระจายทั่วไป ทำให้การลงทุนอาจไม่คุ้มค่าและภาครัฐมีความเสี่ยงสูง
นอกจากนี้ ความคิดเห็นของกลุ่มอดีต สว. และกลุ่ม ปิยสวัสดิ์ ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันในประเด็นการกำหนดราคาก๊าซหุงต้มในภาคครัวเรือน (แอลพีจี)
เห็นได้จากรายงานผลการศึกษาธรรมาภิบาลในระบบพลังงานภาค 5 “การปรับราคาขายปลีกก๊าซหุงต้ม (LPG) ในภาคครัวเรือน” ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ เสนอว่าการลอยตัวราคาก๊าซหุงต้มครัวเรือนของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ไม่เป็นธรรมกับประชาชนที่เป็นเจ้าของทรัพยากรปิโตรเลียม จึงสมควรได้ใช้ก๊าซหุงต้มในราคาถูก และปัจจุบันครัวเรือนไทยยังคงต้องซื้อก๊าซหุงต้มในราคาที่แพงเกินจริง เนื่องจากราคาก๊าซหุงต้มกำหนดสูตรให้อ้างอิงกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก
“จากแผนแม่บทอุตสาหกรรมปิโตรเลียมระยะที่ 3 (2547-2561) ทำให้มีการก่อสร้างโครงการอุตสาหกรรมปิโตรเลียมหลายแห่ง ทำให้ความต้องการใช้ปิโตรเลียมเพิ่มขึ้นจนผลิตในประเทศไม่เพียงพอ และต้องเริ่มนำเข้ามาตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบัน แต่ภาระการนำเข้าเกือบทั้งหมดถูกส่งผ่านไปให้ประชาชนในรูปการปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้มนั่นเอง”
บทสรุปสุดท้ายในรายงานฉบับนี้ ได้เสนอให้รัฐบาลยกเลิกการปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้มและให้รัฐบาลกำหนดนโยบายจัดสรรก๊าซแอลพีจีจากโรงแยกก๊าซให้ภาคครัวเรือนได้ใช้ก่อนด้วยราคาต้นทุนก๊าซแอลพีจีที่แท้จริงในอ่าวไทยบวกกำไรที่เหมาะสมและเป็นธรรมกับครัวเรือนและผู้ผลิต และยกเลิกกองทุนน้ำมันฯ
แต่ในฟากฝั่งของกลุ่ม ปิยสวัสดิ์ แม้จะเห็นด้วยในประเด็นการยกเลิกกองทุนน้ำมันฯ แต่สนับสนุนให้มีการลอยตัวราคาพลังงานทุกประเภทให้เป็นไปตามกลไกตลาด ไม่ว่าจะเป็นก๊าซหุงต้มในครัวเรือนในภาคครัวเรือนและภาคขนส่ง ราคาน้ำมันดีเซล ราคาน้ำมันเบนซิน ตลอดจนลอยตัวก๊าซธรรมชาติอัด (ซีเอ็นจี) ให้สะท้อนกลไกตลาด
“กลุ่มเสนอว่าควรปรับโครงสร้างราคาพลังงานประเภทต่างๆ ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เพื่อให้เกิดการใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ใช้พลังงานกลุ่มต่างๆ โดยหลีกเลี่ยงการใช้ราคาพลังงานเป็นเครื่องมือในการให้สวัสดิการสังคมแก่ประชาชน ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องมีการอุดหนุนราคาพลังงาน ควรทำเท่าที่จำเป็นเ” แถลงการณ์กลุ่มปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน ระบุ
แม้ว่าการปฏิรูปพลังงานให้เป็นธรรมของทั้งสองกลุ่มจะมีแนวคิดบนฐานข้อมูลที่ต่างกัน แต่จุดร่วมที่ตรงกัน คือ ยกเลิกการผูกขาดการจัดการพลังงานไว้ในมือบริษัทในกลุ่ม ปตท. และการจัดการด้านพลังงานต้องปลอดจากการแทรกแซงทางการเมือง







