posttoday
ธุรกรรมเงินออนไลน์ปลอดภัยถ้าไม่ประมาท

ธุรกรรมเงินออนไลน์ปลอดภัยถ้าไม่ประมาท

14 พฤษภาคม 2557

ข่าวคราวที่ผู้บริโภคถูกโจรไฮเทคทำฟิชชิ่ง หรือปล่อยมัลแวร์โทรจันฝังในคอมพิวเตอร์ เพื่อจารกรรมข้อมูลการใช้บริการจากคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะบริการอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง แล้วขโมยเงินสดออกจากบัญชีธนาคารด้วยการโอนออกไปนอกประเทศ อาจทำให้หลายคนขยาด ไม่กล้าใช้บริการทางการเงินผ่านระบบออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารทางมือถือ (โมบายแบงก์กิ้ง) ธนาคารทางอินเทอร์เน็ต (อินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง) เพราะกังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลทางการเงิน

ข่าวคราวที่ผู้บริโภคถูกโจรไฮเทคทำฟิชชิ่ง หรือปล่อยมัลแวร์โทรจันฝังในคอมพิวเตอร์ เพื่อจารกรรมข้อมูลการใช้บริการจากคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะบริการอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง แล้วขโมยเงินสดออกจากบัญชีธนาคารด้วยการโอนออกไปนอกประเทศ อาจทำให้หลายคนขยาด ไม่กล้าใช้บริการทางการเงินผ่านระบบออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารทางมือถือ (โมบายแบงก์กิ้ง) ธนาคารทางอินเทอร์เน็ต (อินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง) เพราะกังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลทางการเงิน

บรรดาสถาบันการเงินต่างๆ จึงมีภาระหนักในการทำความเข้าใจกับประชาชนว่า บริการธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ทุกรูปแบบ มีการรักษาความปลอดภัยทางข้อมูลที่รัดกุมจากธนาคาร ระบบของธนาคารพาณิชย์ไทยยังไม่เคยถูกแฮ็กเกอร์เจาะเข้าไปเหมือนในต่างประเทศ แต่การที่โจรไฮเทคขโมยเงินจากลูกค้าไปได้ ส่วนใหญ่เกิดจากลูกค้าเองที่พลาดโดยไม่รู้ตัว ไม่ได้ตั้งใจ หรือรู้ไม่เท่าทันเทคโนโลยี

ฉะนั้น ผู้บริโภคเองก็ต้องระมัดระวังด้วย เพราะความเสียหายหลายกรณีมาจากความประมาทเลินเล่อของผู้บริโภคเอง

วิเทศ เตชางาม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์และบริการจัดการทางการเงิน ธนาคารกรุงไทย แนะหลักพื้นฐานดูแลเงินของตัวเอง คือ เครื่องมือทางการเงิน “ต้องไม่ให้ห่างสายตา” ทั้งบัตรเอทีเอ็ม บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด อย่ายื่นให้ใครแม้จะเป็นคนสนิท เพราะเมื่อใดที่ห่างสายตา นั่นหมายถึงความเสี่ยงแล้ว อาจจะถูกก๊อบปี้ข้อมูลบัตร หรือนำบัตรของเราไปกดเงินแล้วชิ่งหนีไป หรือถึงเอาบัตรมาคืนก็อาจจะไม่ใช่บัตรของเรา

สำหรับบริการทางการเงินออนไลน์ ที่มีการใส่ยูสเซอร์เนม และพาสเวิร์ด แน่นอนมีคำแนะนำอยู่ตลอดว่า อย่าใช้พาสเวิร์ดที่เดาง่าย และควรเปลี่ยนพาสเวิร์ดบ่อยๆ รวมทั้งต้องแยกกลุ่มพาสเวิร์ดของบริการต่างๆ ทางออนไลน์ด้วย ที่สำคัญ “อย่าใช้พาสเวิร์ดเดียวกัน” ใน ทุกธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์

“เทคนิคการใส่ พาสเวิร์ดนั้น ทางธนาคาร ที่เกาหลีบอกว่า ยิ่งคุณใส่พาสเวิร์ดยาว เป็นประโยคมิจฉาชีพจะเดายากกว่าการใช้ตัวเลขล้วน แบบวันเดือนปีเกิด เช่น ผมรักคุณ ชื่อดารา นักร้อง ที่คุณชอบ หรือชื่อสัตว์เลี้ยง เป็นต้น มิจฉาชีพจะเดาพาสเวิร์ดคุณไม่ออก” วิเทศ กล่าว

ส่วนกรณีที่กระเป๋าหายหรือถูกขโมย คนส่วนใหญ่มักจะเลือกอายัดบัตรเอทีเอ็ม บัตรเครดิต ก่อน แต่วิเทศให้คำแนะนำที่น่าสนใจว่า หากกระเป๋าหาย “ควรอายัดโทรศัพท์มือถือก่อนเป็นอันดับแรก” เพราะสถาบันการเงินจะป้องกันการโอนเงินไปยังบุคคลที่สาม ด้วยการส่ง “รหัสผ่านครั้งเดียว” (One Time Pin) เข้าไปที่โทรศัพท์มือถือ จึงควรปิดการรับข้อความก่อน ไม่ให้รับข้อความ วันไทม์พิน ซึ่งจะปลอดภัยมากกว่าการอายัดบัตรเอทีเอ็ม บัตรเครดิต หรืออินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งของแต่ละธนาคาร

“ถึงคนร้ายจะมีไอดีและพาสเวิร์ดเราเพื่อใช้ปลดล็อก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ จนกว่าจะมีวันไทม์พินเพื่อยืนยันตัวตน ซึ่งแบงก์จะส่งเมสเซจไปที่โทรศัพท์มือถือ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมถึงแนะนำให้อายัดมือถือก่อน บางทีเรากลัวคนร้ายใช้โทรศัพท์เราโทรทางไกล เปล่าเลย ที่น่ากลัวกว่าคือเขากำลังหาวิธีเอาเงินของเราไปต่างหาก” วิเทศ กล่าว

การที่ไม่อายัดโทรศัพท์มือถือก่อน ตัวอย่างที่ได้รับความเสียหายจากโทรศัพท์มือถือหายเมื่อเร็วๆ นี้ คือ หนิงปณิตา ธรรมวัฒนะ ดาราสาวชื่อดัง เพราะมีข้อมูลทุกอย่างในโทรศัพท์หมด

อย่างไรก็ดี สถาบันการเงินก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ มีการเตรียมเพิ่มมาตรการความปลอดภัยของบริการทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์แล้ว โดยเริ่มที่ระบบเอทีเอ็มที่เป็นช่องทางหลักของการเบิกถอนเงินสด และทำธุรกรรมจิปาถะของคนไทย ด้วยการนำระบบชิปการ์ดมาใช้แทนแถบแม่เหล็ก ซึ่งจะเริ่มเป็นทางการตั้งแต่ปี 2558 อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้จะต้องมีการหารือรายละเอียด หลักเกณฑ์เล็กๆ น้อยๆ ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย และความสะดวกของลูกค้าให้เรียบร้อยด้วย เพื่อใช้เป็นมาตรฐานสำหรับทุกธนาคาร

แต่ระหว่างนี้ยังต้องหารือรายละเอียดภายในชมรมเอทีเอ็ม ของสมาคมธนาคารไทยเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ปลีกย่อย ที่สำคัญต่อความปลอดภัยและความสะดวกของผู้ถือบัตร เช่น หากเครื่องเอทีเอ็ม มีปัญหาตัวอ่านชิปการ์ดเสีย จะให้ทำรายการได้หรือไม่ ถ้าได้ ลูกค้าจะสะดวกขึ้น แต่ธนาคารต้องแบกรับความเสี่ยง 1 รายการ แต่ถ้าไม่ได้ ลูกค้าก็ไม่ได้รับความสะดวก ซึ่งต้องตกลงเพื่อใช้เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกธนาคาร

หรือกรณีนำบัตรชิปการ์ดไปใช้รูดซื้อสินค้า หรือกดเงินสดในต่างประเทศ ที่ส่วนใหญ่ยังรองรับเฉพาะระบบแถบแม่เหล็ก ก็ต้องมาหารือกันว่าจะอนุญาตให้ทำธุรกรรมได้มากน้อยเพียงใด เช่น กำหนดเครดิตไลน์ หรือวงเงินต่อรายการต่อวัน เพื่อไม่ให้มีความเสี่ยงทั้งกับธนาคารและลูกค้า และแม้ว่าหลายประเทศยังไม่ได้เปลี่ยนระบบบัตรเป็นชิปการ์ด แต่ วิเทศ ยืนยันว่า ประเทศไทยควรจะต้องเปลี่ยนอยู่ดี เพราะไทยเป็นประเทศท่องเที่ยว จึงต้องสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้เดินทางที่ไม่ค่อยพกเงินสดมาเที่ยวกันแล้ว เพื่อให้นักท่องเที่ยวเกิดความรู้สึกปลอดภัยขึ้น

การยกระดับมาตรการความปลอดภัยทางตู้เอทีเอ็มยังมีแนวคิดที่น่าสนใจในเวลานี้ คือ การแจ้งเตือนความเคลื่อนไหวของบัญชีผ่านข้อความทางโทรศัพท์มือถือ (เอสเอ็มเอส อะเลิร์ท) ที่น่าจะเป็นบริการพื้นฐานที่สถาบันการเงินควรดำเนินการ

แต่ที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าระบบป้องกันจะดีเลิศ ปลอดภัยแค่ไหน ผู้บริโภคก็ต้องระมัดระวัง อย่าประมาท เลินเล่อ หรือหลงเชื่อใครง่ายๆ เหมือนหลายกรณีที่ผ่านมา

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท