
ภาคใต้เหงาค้าชายแดนมาเลย์ซบเซา
การค้าไทยมาเลย์ ซบเซา หนัก โตได้ไม่เกิน 5% เหตุการณ์ไม่สงบกระทบเชื่อมั่นลงทุนท่องเที่ยว
การค้าไทยมาเลย์ ซบเซา หนัก โตได้ไม่เกิน 5% เหตุการณ์ไม่สงบกระทบเชื่อมั่นลงทุนท่องเที่ยว
นายสมพร สิริโปราณานนท์ ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า ในปีนี้การค้าระหว่างไทยประเทศมาเลเซียคาดว่าจะเติบโตได้ประมาณ 5% หรือทรงตัวเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากสินค้าส่งออกสำคัญของไทย คือ ยางพารา มีราคาลดลงเหลือเพียงกิโลกรัมละ60-70 บาท
นายสมพร กล่าวอีกว่า การส่งออกสินค้ายางพาราเป็นการค้าผ่านแดน เนื่องจากจำเป็นต้องขนส่งผ่านทางรถไฟ เพื่อไปใช้ท่าเรือมาเลเซียส่งออกต่อไปยังประเทศเป้าหมาย เพราะไทยไม่มีท่าเรือน้ำลึกมาตรฐานในภาคใต้
ปัจจุบัน การค้าชายแดนระหว่างไทยและมาเลเซียคิดเป็น 25% ของการค้าของสองประเทศซึ่งมีมูลค่าประมาณปีละ 7 แสนล้านบาท แต่เชื่อว่าในปีนี้การค้าระหว่างกันน่าจะทรงตัวมากกว่าขยายตัว
ทั้งนี้ มูลค่าการค้าระหว่างประเทศไทยมาเลเซีย ในช่วงเดือน ม.ค.มี.ค. 2557 มีมูลค่า 2.03 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา 4.01% โดยในปี 2556 มีมูลค่าการค้า 7.99 แสนล้านบาท ขณะที่การค้าชายแดนระหว่างไทยมาเลเซียในช่วงเดือน ม.ค.-มี.ค. 2557 มีมูลค่า 1.30 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.66%
ขณะเดียวกัน การค้าชายแดนใน จ.สงขลา เดือน ม.ค.-มี.ค. มีการส่งออกมูลค่า 7.06 หมื่นล้านบาท ลดลง 2.6% มูลค่าการนำเข้า 5.74 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.88% สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ ยางพารา ที่ในช่วงไตรมาสแรกมีมูลค่าการส่งออก 2.77 หมื่นล้านบาท ลดลง 23.11% จากปี 2556 ที่มีมูลค่า 3.6 หมื่นล้านบาท โดยตลอดปี 2556 มีมูลค่าการส่งออกยางพารา 1.23 แสนล้านบาท
นายสมพร กล่าวถึงสถานการณ์ความไม่สงบใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในช่วงที่ผ่านมา ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนค่อนข้างมาก บริษัทต่างชาติที่วางแผนจะมาลงทุนในพื้นที่ต่างไม่มั่นใจ และได้นำเหตุการณ์ความรุนแรงไปประเมินความเสี่ยงในการลงทุน
นอกจากนี้ สถานการณ์ดังกล่าวยังทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียลดลง 10-20% แต่เชื่อว่าภายใน 11.5 เดือน นักท่องเที่ยวจะกลับมาเหมือนเดิม







