posttoday
เงินกำลังจะหมุนไป กำลังจะหมนไป...

เงินกำลังจะหมุนไป กำลังจะหมนไป...

13 พฤษภาคม 2557

คงปฏิเสธได้ยากว่าสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่แน่นอนอยู่ ณ ขณะนี้ ส่งผลอย่างมากต่อทั้งสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ซึ่งนักลงทุนหลายท่านคงจะพอรับทราบกันไปบ้างแล้วจากตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญต่างออกมาประเมินกันว่า ในปี 2557 นี้ เศรษฐกิจโดยรวมของไทยมีโอกาสขยายตัวเป็นบวกดีที่สุดประมาณ 1.52% เท่านั้น ซึ่งคาดว่าจะน้อยที่สุดในประเทศกลุ่มอาเซียน ซึ่งนั่นย่อมส่งผลถึงเรื่องความเป็นอยู่ปากท้องของประชาชนอย่างหลีกเหลี่ยงไม่ได้เช่นกัน และแน่นอนที่สุดย่อมส่งผลอย่างมากต่อความเชื่อมั่นของทั้งผู้ลงทุนไทยและชาวต่างชาติที่มองหาจังหวะในการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนในตลาดหุ้น

คงปฏิเสธได้ยากว่าสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่แน่นอนอยู่ ณ ขณะนี้ ส่งผลอย่างมากต่อทั้งสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ซึ่งนักลงทุนหลายท่านคงจะพอรับทราบกันไปบ้างแล้วจากตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญต่างออกมาประเมินกันว่า ในปี 2557 นี้ เศรษฐกิจโดยรวมของไทยมีโอกาสขยายตัวเป็นบวกดีที่สุดประมาณ 1.52% เท่านั้น ซึ่งคาดว่าจะน้อยที่สุดในประเทศกลุ่มอาเซียน ซึ่งนั่นย่อมส่งผลถึงเรื่องความเป็นอยู่ปากท้องของประชาชนอย่างหลีกเหลี่ยงไม่ได้เช่นกัน และแน่นอนที่สุดย่อมส่งผลอย่างมากต่อความเชื่อมั่นของทั้งผู้ลงทุนไทยและชาวต่างชาติที่มองหาจังหวะในการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนในตลาดหุ้น

วันนี้ผมมีตัวเลข Fund Flow ที่ทางมอร์นิ่งสตาร์ (www.morningstarthailand.com) ได้รวบรวมตลอดช่วง 4 เดือนแรกของปีมาแสดงให้ดูเพื่อสะท้อนถึงภาวะการลงทุนในปัจจุบันรวมทั้งอนาคตอันใกล้นี้ ตัวเลขดังกล่าวนี้เป็นการรวบรวมข้อมูลโดยอ้างอิงเฉพาะตัวเลขการลงทุนผ่านกองทุนรวมเท่านั้น

ตลอด 4 เดือนแรกของปี 2557 นี้จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่านักลงทุนไทยต่างทยอยเคลื่อนย้ายเงินลงทุนจากสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงอย่างตราสารทุน (หุ้น) ไปยังตราสารที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าอย่างตราสารหนี้ (พันธบัตร) และตราสารเงินกันอย่างมากมายส่งผลให้มีเงินทุนไหลเข้ากว่า 5 แสนล้านบาท (หรือกว่า 95% ของเม็ดเงินลงทุนสุทธิของปีนี้) ซึ่งตัวเลขดังกล่าวถือเป็นตัวสะท้อนได้เป็นอย่างดีถึงความกังวลที่เพิ่มมากขึ้นต่อสภาวการณ์ในปัจจุบัน เป็นผลทำให้ผู้ลงทุนหันมาลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยมากขึ้น

ในขณะที่รองลงมา สินทรัพย์ที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับที่สอง ก็คือ ตราสารทุน หรือหุ้นนั่นเอง ซึ่งมีเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสุทธิกว่า 16,434 ล้านบาท ขณะที่สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงมากขึ้นอีก อย่างกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์นั้นมีเม็ดเงินไหลออกแล้วกว่า 3,178 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวอาจจะไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจเพราะคนในอุตสาหกรรมกองทุนนั้นต่างรู้กันดีว่ากว่า 70% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของทั้งอุตสาหกรรมกองทุนรวมในบ้านเรานั้นเป็นการลงทุนในตราสารหนี้อยู่แล้ว เพียงแต่ตัวเลขเม็ดเงินที่ไหลเข้าในกลุ่มตราสารหนี้นั้นในปีนี้สูงเป็นประวัติการณ์

แต่ตัวเลขที่วันนี้ผลอย่างเจาะลึกเป็นพิเศษนั้น ก็คือ เม็ดเงินลงทุนสุทธิทั้งของตราสารหนี้กว่า 5 แสนล้านบาท และตราสารทุนอีก 16,434 ล้านบาท ส่วนใหญ่กว่า 60% และ 90% ของเงินลงทุนดังกล่าวตามลำดับเป็นการลงทุนในต่างประเทศ พูดง่ายๆ ก็คือเงินลงทุนไม่ได้อยู่ในประเทศไทยเรานั่นเอง ซึ่งในส่วนของเงินลงทุนในหุ้นนั้นจะเน้นไปลงทุนในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว อาทิ อเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น เป็นต้น ขณะที่ตราสารหนี้กลับเน้นไปลงทุนในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาหรือตลาดเกิดใหม่ อาทิ ตุรกี รัสเซีย บราซิล เป็นต้น ซึ่งประเทศเหล่านั้นจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว แต่ก็มีความเสี่ยงสูงกว่าเช่นกัน

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล