
เทียบแผนคนท่องเที่ยวมาเลย์-อินโดฯ-ไทย
อุตสาหกรรมท่องเที่ยวถือเป็นอุตสาห กรรมสำคัญของทั่วทั้งอาเซียน
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
อุตสาหกรรมท่องเที่ยวถือเป็นอุตสาห กรรมสำคัญของทั่วทั้งอาเซียน เพราะช่วยสร้างรายได้มหาศาลให้ทุกประเทศ ภาครัฐแต่ละประเทศจึงต้องเร่งตั้งเป้าพัฒนา “คนท่องเที่ยว” รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมและตอบโจทย์การรวมเป็นประชาคม
โมฮัมหมัด ดาอูด โมฮัมหมัด อาริฟ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาอุตสาหกรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมของมาเลเซีย เล่าว่า มาเลเซียตั้งเป้าเติบโตอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไว้อย่างท้าทาย โดยต้องการจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2563 จำนวน 36 ล้านคน สร้างรายได้ 168 ล้านริงกิต หรือ 51.38 ล้านเหรียญสหรัฐ สูงกว่าปี 2556 ที่ผ่านมา ซึ่งมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 26 ล้านคน สร้างรายได้ 65.4 ล้านริงกิต
เป้าหมายดังกล่าว ทำให้มาเลเซียต้องเร่งพัฒนาบุคลากรด้านท่องเที่ยวอย่างเร่งด่วน เพื่อสร้างความพร้อมในการรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว ตลอดจนมีทักษะและสมรรถนะตามข้อตกลงยอมรับร่วมคุณสมบัตินักวิชาชีพ (เอ็มอาร์เอ)
มาเลเซียมีสภาพัฒนาบุคลากรการท่องเที่ยวแห่งชาติ (NTHRDC) ทำหน้าที่วางแผนการพัฒนาคน วิเคราะห์ความต้องการของตลาด กำกับดูแลคุณภาพคนในวิชาชีพ และมีมาตรฐานทักษะอาชีพแห่งชาติ (NOSS) 5 ระดับ เป็นตัววัดความสามารถบุคลากร ปีที่ผ่านมาพัฒนาบุคลากรได้ทั้งสิ้น 1.67 หมื่นคน ขณะที่ปีนี้ตั้งเป้าจะพัฒนาให้ได้ 2 หมื่นคน อย่างไรก็ดีในปี 2558 มาเลเซียตั้งเป้าจะมีบุคลากรขึ้นทะเบียนระดับอาเซียนเพียง 150 คนเท่านั้น และค่อยๆ เพิ่มขึ้นปีละ 10%
“แม้ทั้งไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ จะตั้งเป้ามีบุคลากรขึ้นทะเบียนระดับอาเซียนไม่ต่ำกว่า 1,000 คนในปีหน้า แต่เราตั้งเป้าเพียง 150 คนเท่านั้น เพราะเราไม่ได้มุ่งเน้นส่งออกบุคลากร อีกทั้งคนมาเลเซียเองก็ไม่มีแรงจูงใจให้ไปทำงานประเทศอื่นมากนัก”
ที่ผ่านมา มาเลเซียมีแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านในภาคท่องเที่ยวไม่มากนัก เพราะมีกฎหมายควบคุมอยู่ หลังเปิดประชาคมอาเซียน จะกลายเป็นโอกาสของมาเลเซียในการรับคนต่างชาติมาช่วยแก้ปัญหาแรงงานขาดแคลนและรองรับการขยายตัวของประเทศ
ด้าน อิวายัน มูลิอานา จากสถาบันการท่องเที่ยวบาหลี กระทรวงการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของอินโดนีเซีย อธิบายว่า กระทรวงมีสถาบันสอนการท่องเที่ยวของตัวเองอยู่ 4 แห่ง ในมาคาซา บาหลีบันดุง และเมดาน พัฒนาบุคลากรผ่าน 3 ส่วน ได้แก่ การศึกษาและการฝึกอบรม การวิจัย และตีพิมพ์เอกสารเผยแพร่ และการบริการชุมชน
อินโดนีเซียและประเทศต่างๆ ในภูมิภาค ควรมีความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนครูสอนวิชาชีพท่องเที่ยว ทำหลักสูตรการศึกษาร่วมระหว่างประเทศ เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมของภูมิภาคให้ก้าวหน้า
ขณะที่ สันโดษ เต็มแสวงเลิศ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) บอกว่า บุคลากรวิชาชีพท่องเที่ยวของไทยมีโอกาสได้รับการพัฒนาจาก 2 กลุ่ม กลุ่มแรก คือ การพัฒนาโดยหน่วยงานของกรม ทั้งศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัด 65 แห่ง และศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานภาค 12 แห่ง โดยมีหลักสูตรการพัฒนาหลากหลาย เช่น การพัฒนาทักษะบริการอาหารและเครื่องดื่ม ทักษะการทำอาหาร ทักษะภาษาต่างประเทศ ในปี 2556 ที่ผ่านมา กรมพัฒนาบุคลากรท่องเที่ยวไปทั้งสิ้น 8.98 หมื่นคน
กลุ่มที่สอง คือ การพัฒนาโดยผู้ประกอบการ เนื่องจาก พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 ระบุให้บริษัทที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไปต้องเป็นผู้ฝึกอบรมลูกจ้างเองไม่น้อยกว่า 50% ของที่ลูกจ้างได้รับการฝึกในแต่ละปี พร้อมมีมาตรการทางภาษีจูงใจให้แก่บริษัทที่ฝึกอบรมลูกจ้างของตัวเอง ปี 2556 จึงมีบุคลากรท่องเที่ยวได้รับการฝึกผ่านช่องทางดังกล่าว 9.8 แสนคน
กรมยังได้เร่งจัดทำมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติให้สอดคล้องกับเอ็มอาร์เอด้านท่องเที่ยวด้วย ปัจจุบันจัดทำมาตรฐานเสร็จแล้ว 5 จาก 32 อาชีพ







