
เปิดหนังสือ สตง. ซื้อระบบเอกซเรย์ "สูงเกินจริง"
หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงวันนี้ (12 พ.ค.) บริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) จะประกาศรายชื่อบริษัทที่ชนะการประมูลโครงการจัดจ้างระบบตรวจสอบและคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้า (เอพีพีเอส) วงเงิน 8,313.9 ล้านบาท ก่อนลงนามในสัญญาว่าจ้างเป็นเวลา 5 ปี
หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงวันนี้ (12 พ.ค.) บริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) จะประกาศรายชื่อบริษัทที่ชนะการประมูลโครงการจัดจ้างระบบตรวจสอบและคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้า (เอพีพีเอส) วงเงิน 8,313.9 ล้านบาท ก่อนลงนามในสัญญาว่าจ้างเป็นเวลา 5 ปี
“ขณะนี้มีเอกชนเข้ามาซื้อซอง 11 ราย และมีผู้เสนอซอง 7 ราย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการทดสอบว่าระบบของเอกชนแต่ละรายสามารถใช้งานได้จริงหรือไม่ ซึ่งในขั้นตอนเดิมที่วางไว้ ทอท.น่าจะสามารถประกาศรายชื่อเอกชนผู้ได้เข้ามาทำระบบเอพีพีเอสในวันที่ 12 พ.ค.นี้ แต่หากมีประเด็นสอบถามหรือทักท้วงก็อาจจะเลื่อนประกาศรายชื่อเอกชนผู้ที่ได้งานก็ได้” เมฆินทร์ เพ็ชรพลาย กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทยให้สัมภาษณ์
ทว่า การจัดซื้อจัดจ้างโครงการมูลค่าเกือบ 1 หมื่นล้านบาท ถูกจับตามองจากหน่วยงานตรวจสอบ เช่น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)
ประพีร์ อังกินันทน์ รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ในฐานะรักษาการผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ได้ทำหนังสือ 3 ฉบับ ส่งถึง น.ต.ศิธา ทิวารี ประธานกรรมการบริษัท ท่าอากาศยานไทย ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รักษาการ รมว.คมนาคม และ เมฆินทร์ โดยมีข้อทักท้วงเงื่อนไขทีโออาร์ที่ส่อไปในทางมิชอบ
ทั้งนี้ สตง.ทำหนังสือด่วนมาก ที่ ตผ. 0036/1475 ลงวันที่ 23 เม.ย. 2557 ถึงผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย โดยตั้งข้อสังเกตเบื้องต้นโครงการจัดจ้างระบบคัดกรองผู้โดยสาร ตามเอกสารประมูลเลขที่ 1RS957002 ใน 3 ประเด็น สรุปได้ดังนี้
ประเด็นที่ 1 เงื่อนไขทีโออาร์ข้อ 8 ที่กำหนดให้บริษัทผู้รับจ้างจะได้รับเงินค่าจ้างจากการให้บริการคัดกรองผู้โดยสารขาเข้าขาออกในอัตราหนึ่ง แต่ ทอท.กลับกำหนดให้บริษัทผู้รับจ้างได้รับเงินในส่วนที่ต้องส่งให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ในอัตรา 5 บาทต่อคนต่อเที่ยว ซึ่งจากการประเมินเบื้องต้นแต่ละปีจะมีผู้โดยสารเข้าออกประเทศไทย 42 ล้านคนต่อปี หรือมากกว่านั้น ซึ่งจะทำให้ในช่วงสัญญา 5 ปี บริษัทผู้รับจ้างจะได้เงินไปใช้ในการหมุนเวียนทำธุรกิจไม่ต่ำกว่า 1,050 ล้านบาท ก่อนที่จะมีการนำส่ง สตม.
ทั้งๆ ที่คณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.)ได้กำหนดค่าบริการให้บริษัทผู้รับจ้างอยู่แล้ว ในอัตราสูงสุดไม่เกิน 32 บาทต่อคนต่อเที่ยว และได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือนจนกว่าจะสิ้นสุดสัญญา
ประเด็นที่ 2 ในการประกาศจ้างโครงการเอพีพีเอส โดยการเสนอราคาเป็นลายลักษณ์อักษรเพียงครั้งเดียวในครั้งนี้ ทอท.กลับไม่ได้กำหนดให้มีการวางหลักทรัพย์ค้ำประกันแต่อย่างใด ทั้งๆ ที่งานจ้างครั้งนี้มีราคากลางสูงถึง 8,313.9 ล้านบาท อีกทั้งเป็นระบบที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์และความมั่นคงของประเทศ ซึ่งจะต้องมีความชัดเจนแน่นอนว่าบริษัทผู้รับจ้างที่คัดเลือกไว้แล้ว จะต้องทำสัญญากับ ทอท. ไม่เช่นนั้นอาจถูกริบทรัพย์ได้
สตง.จึงเสนอว่าเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและป้องกันความเสียหายแก่หน่วยงานราชการ ทอท.ต้องทำทวนเงื่อนไขการประมูล โดยเพิ่มเติมข้อกำหนดหลักทรัพย์ค้ำประกันด้วย
และประเด็นที่ 3 ซึ่งเป็นประเด็นที่เป็นหัวใจ นั่นก็คือ สตง.ทักท้วงว่า การที่ ทอท.กำหนดราคากลางโครงการเอพีพีเอสที่ 8,313.9 ล้านบาท โดยอ้างว่าคำนวณจากผู้โดยสารขาเข้าขาออก 42 ล้านคนต่อปี คูณด้วยระยะเวลา 5 ปีของสัญญา คูณด้วยค่าจ้างที่ กบร.กำหนดไว้ไม่เกิน 32 บาทต่อคนต่อเที่ยว
เป็นการคำนวณราคากลางที่แตกต่างไปจากการประเมินค่าใช้จ่ายและการคำนวณราคากลางตามหลักเกณฑ์โดยทั่วไป ซึ่งปกติจะคำนวณจากค่างานต้นทุน ซึ่งประกอบด้วย จำนวนวัสดุสิ่งของและอุปกรณ์ที่ผู้รับจ้างต้องลงทุน บวกกับค่าจ้างแรงงานบุคลากรที่ต้องใช้บริการตลอด 5 ปี และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในการดำเนินงาน เช่นค่าดอกเบี้ย กำไร และภาษี
“การเสนอราคากลางของ ทอท.ดังกล่าว อาจทำให้ ทอท.เสียประโยชน์ จากการที่ต้องจ่ายค่าจ้างเกินกว่าความเป็นจริงให้แก่ผู้รับจ้าง ดังนั้น เพื่อรักษาประโยชน์สูงสุดของ ทอท. และป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้น ทอท.จึงควรพิจารณาทบทวนการคำนวณราคากลางให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ใช้อยู่โดยทั่วไป” หนังสือ สตง.ระบุ
นอกจากนี้ สตง.ได้ขอให้ ทอท.ทบทวนการดำเนินงานทั้ง 3 กรณีให้ถูกต้อง เพราะหากดำเนินการโดยไม่มีการทบทวนจะเกิดความเสียหายแก่ทางราชการ หรือเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้รับจ้างหรือผู้หนึ่งผู้ใด ผู้อำนวยการ ทอท. ในฐานะที่รับผิดชอบโครงการอาจต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น
ขณะที่ เมฆินทร์ ระบุว่า “ได้รับทราบหนังสือของ สตง.แล้ว โดยเฉพาะในประเด็นการส่งเงินสนับสนุนให้กับ สตม. จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่จัดประชุมในเรื่องดังกล่าว ว่าวิธีการการจ่ายเงินสนับสนุนดังกล่าวจะต้องทำอย่างไรบ้าง และจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนการ ตลอดจนข้อเท็จจริงต่างๆ”
แต่ทว่าประเด็นการกำหนดราคากลางในโครงการดังกล่าวที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ทั่วไป จนทำให้ราคากลางสูงเกินจริง และเอื้อประโยชน์ให้เอกชนบางราย นี่ต่างหากที่ผู้บริหาร ทอท.ต้องตอบคำถามให้ได้







