posttoday
ไทย อะโกร เอ็นเนอร์ยี่ขอเป็นผู้นำในธุรกิจเอทานอล

ไทย อะโกร เอ็นเนอร์ยี่ขอเป็นผู้นำในธุรกิจเอทานอล

12 พฤษภาคม 2557

บริษัท ไทย อะโกร เอ็นเนอร์ยี่ (TAE) ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายเอทานอล หนึ่งในรายใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศ ประกาศจะเปิดให้จองซื้อหุ้นขายประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) สำหรับผู้ถือหุ้นของบริษัท ลานนารีซอร์สเซส (LANNA) ระหว่างวันที่ 2123 พ.ค.นี้ และสำหรับประชาชนทั่วไประหว่างวันที่ 2830 พ.ค.นี้ ก่อนเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค ในวันที่ 5 มิ.ย. เป็นวันแรก โดยกำหนดราคาขายที่ 2 บาทต่อหุ้น

บริษัท ไทย อะโกร เอ็นเนอร์ยี่ (TAE) ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายเอทานอล หนึ่งในรายใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศ ประกาศจะเปิดให้จองซื้อหุ้นขายประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) สำหรับผู้ถือหุ้นของบริษัท ลานนารีซอร์สเซส (LANNA) ระหว่างวันที่ 2123 พ.ค.นี้ และสำหรับประชาชนทั่วไประหว่างวันที่ 2830 พ.ค.นี้ ก่อนเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค ในวันที่ 5 มิ.ย. เป็นวันแรก โดยกำหนดราคาขายที่ 2 บาทต่อหุ้น

บริษัทจะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 200 ล้านหุ้น และ LANNA ในฐานะบริษัทแม่ถือหุ้น 75% จะนำหุ้นเดิมมาร่วมเสนอขายอีกจำนวน 96.03 ล้านหุ้น รวมเป็นหุ้นที่เสนอขายในครั้งนี้ 296.03 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) 1 บาท คิดเป็น 29.6% ของทุนชำระแล้ว

ทั้งนี้ จะจัดสรรหุ้นไม่เกิน 105 ล้านหุ้น เสนอขายให้กับผู้ถือหุ้นของ LANNA และเสนอขายให้กับประชาชนทั่วไป 191 ล้านหุ้น โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซีย ไซรัส เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้นำในการจัดจำหน่ายและรับประกันในการจำหน่าย

“สมภพ กีระสุนทรพงษ์” กรรมการผู้อำนวยการ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า ราคาไอพีโอที่ 2 บาทนั้น ถือเป็นระดับราคาที่เหมาะสมกับปัจจัยพื้นฐาน ให้ส่วนลด 27.3% จากค่าสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) เฉลี่ยของบริษัทจดทะเบียนที่มีลักษณะการประกอบธุรกิจใกล้เคียงกับ TAE ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เฉลี่ยย้อนหลัง 3 เดือน

นักวิเคราะห์ในตลาดให้ราคาที่เหมาะสมปี 2557 หุ้นนี้ที่ 2.762.90 บาท

นักวิเคราะห์ที่ให้ราคา 2.76 บาท อิง พี/อี 11 เท่า และอิงค่าเฉลี่ยในอดีตของหุ้นกลุ่มพลังงานและคาดอัตราผลตอบแทนปันผล 5.5%

นักวิเคราะห์ที่ให้ราคาเหมาะสม 2.90 บาท หรือ พี/อี และราคาต่อมูลค่าบัญชี หรือพีบีวี ที่ 12 เท่า และ 1.8 เท่า ตามลำดับ สอดคล้องค่าเฉลี่ยของผู้ประกอบการเอทานอลที่จดทะเบียนในตลาดทั่วโลก และคาดการณ์อัตราผลตอบแทนปันผลเฉลี่ยสูงถึง 7.9% ใน 3 ปีข้างหน้า

ทั้งนี้ เชื่อว่าหุ้นนี้เป็นหุ้นที่มีอัตราเติบโตสูงในกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค ที่ราคาจะสามารถปรับตัวดีกว่าตลาดได้ภายหลังการเข้าจดทะเบียน

“อนันต์ เล้าหเรณู” กรรมการบริหาร LANNA กล่าวว่า LANNA ได้เข้าลงทุนใน TAE มาตั้งแต่ปี 2546 ด้วยต้นทุน 1 บาท ทางผู้บริหารและคณะกรรมการตั้งใจให้ TAE ก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำในการผลิตเอทานอล นอกจากนี้ LANNA นำหุ้นเดิมร่วมเสนอขายด้วย 96 ล้านหุ้น ทำให้ได้รับเงินจากการขายหุ้นครั้งนี้ 192 ล้านบาท แต่บริษัทยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ภายใต้สัดส่วน 51% จากเดิม 75.75%

“สมชาย โล่ห์วิสุทธิ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TAE กล่าวว่า บริษัทนับเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายเอทานอลใช้เป็นเชื้อเพลิงเพื่อการพาณิชย์รายแรก และปัจจุบันเป็นผู้ผลิตเอทานอลอันดับ 3 ของประเทศ ด้วยกำลังการผลิต 3.6 แสนลิตรต่อวัน หรือ 10% ของกำลังการผลิตเอทานอลรวม แบ่งเป็น สายการผลิตที่ 1 จำนวน 1.6 แสนลิตรต่อวัน ผลิตด้วยกากน้ำตาล และสายการผลิตที่ 2 จำนวน 2 แสนลิตรต่อวัน ผลิตด้วยกากน้ำตาลและมันเส้น และสามารถผลิตเอทานอลที่มีความบริสุทธิ์ 99.8% สูงกว่ามาตรฐานที่กำหนด 99.5%

TAE เป็นผู้ผลิตเอทานอลสำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงที่เริ่มบุกเบิกตลาดแก๊สโซฮอล์ร่วมกับผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นบริษัท ปตท. (PTT) บริษัท บางจาก (BCP) เอสโซ่ และไทยออยล์ ทำให้รายได้ของบริษัทตลอด 3 ปี มีการเติบโตเฉลี่ยประมาณปีละ 30% และคาดว่าปีนี้ยังจะสามารถรักษาอัตราเติบโตนี้ไว้ได้

นอกจากนี้ เชื่อว่าธุรกิจผลิตเอทานอลยังสามารถเติบโตไปได้อีกมาก จากแรงสนับสนุนของมาตรการส่งเสริมการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ของภาครัฐ ซึ่งจะยกเลิกการจำหน่ายเบนซิน 91 และสนับสนุนส่งเสริมให้ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 หรือ E85 ซึ่งมีส่วนผสมของเอทานอลสูง จะเป็นปัจจัยสำคัญผลักดันให้ยอดขายของบริษัทเติบโตอย่างมั่นคง ขณะเดียวกัน บริษัทให้ความสำคัญในการบริหารต้นทุน

การระดมทุนในครั้งนี้ 400 ล้านบาท จะนำไปใช้ลงทุนก่อสร้างระบบผลิตไฟฟ้าด้วยก๊าซชีวภาพ กำลังการผลิต 3 เมกะวัตต์ สำหรับใช้ภายในโรงงานผลิตเอทานอลของบริษัทจำนวน 120 ล้านบาท จะช่วยลดต้นทุนในการผลิตของบริษัท

ปัจจุบันเรียกได้ว่าเริ่มเข้าสู่ยุคที่สามของบริษัทเป็นยุคที่อุตสาหกรรมเอทานอลมีการเติบโตและมีการแข่งขันมากขึ้น เพราะผู้ผลิตน้ำตาลก็หันมาเป็นผู้ผลิตเอทานอล เพื่อนำไปลดต้นทุนในการดำเนินงาน ประกอบกับเป็นยุคที่ภาครัฐให้การสนับสนุนเต็มที่ยกเลิกแก๊สโซฮอล์ 91 และมีนโยบายสนับสนุนให้เกิดการใช้พลังงานที่มีเอทานอลเป็นส่วนผสมที่มากขึ้นให้เกิด E20 และ E85

ขณะที่ตั้งแต่ปี 2558 จะเป็นปีแห่งการลดต้นทุน ซึ่งบริษัทจะต้องทำอย่างไรที่จะทำให้บริษัทมีต้นทุนพลังงานในการผลิตหรือการดำเนินงานที่ลดลง ไม่ว่าจะเป็น การนำพลังงานที่เหลือจากกระบวนการผลิตต่างๆ ไปใช้ในการผลิตได้ต่อ เป็นไอน้ำ แก๊ส หรือโรงไฟฟ้า ซึ่งการระดมทุนในตลาดหุ้นครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นเพื่ออนาคต เนื่องจากจะทำให้บริษัทมีเงินทุนที่แข็งแกร่ง สามารถเก็บสต๊อกวัตถุดิบได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะช่วงที่ฤดูอ้อยใกล้ปิดหีบ

ต่อจากนั้น จะเป็นยุคที่บริษัทจะเริ่มนำเอทานอลแตกไลน์การผลิตไปสู่ผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น นำเอทานอลไปเป็นสารตั้งต้นเพื่อไปผลิตผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ประเภทอื่นต่อ ซึ่งก็อยู่ในช่วงที่บริษัทกำลังศึกษาอยู่ พร้อมกันนั้น ในอนาคตบริษัทอาจจะมีการส่งออกเอทานอลไปยังตลาดต่างประเทศด้วย ซึ่งอาจจะเริ่มในประเทศเพื่อนบ้านก่อน เพราะปัจจุบันหน่วยงานราชการไทยมีนโยบายว่าจะให้เมืองไทยเป็นศูนย์กลางในการเป็นผู้ผลิตเอทานอลในอนาคต ซึ่งเบื้องต้นมีนโยบายที่จะเพิ่มพื้นที่ในการปลูกอ้อย ขณะที่ปัจจุบัน TAE ขายเอทานอลเพียงแต่ตลาดในประเทศ เพราะได้ราคาขายที่ดีกว่า เนื่องจากมีความต้องการใช้มาก

สำหรับความเสี่ยงในการลงทุนหุ้นนี้ คือ วัตถุดิบประเภทกากน้ำตาล เพราะบริษัทไม่มีโรงน้ำตาลเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ โดยบริษัทบริหารความเสี่ยงด้วยการปรับปรุงสายการผลิตให้ใช้มันเส้นเป็นวัตถุดิบ ขณะเดียวกัน ผลการดำเนินงานของบริษัทอาจผันผวนตามภาวะตลาดเอทานอลและตลาดสินค้าเกษตรประเภทมันเส้นและกากน้ำตาลที่ไม่สามารถควบคุมได้โดยตรง และมีคดีความซึ่งอาจส่งผลลบหรือบวกได้

นักวิเคราะห์รายหนึ่งประเมินกรณีแย่สุดบริษัทจะบันทึกขาดทุนพิเศษไม่เกิน 187 ล้านบาท หรือหุ้นละ 0.19 บาท และกรณีที่ดีที่สุดบริษัทจะมีกำไรพิเศษไม่เกิน 82.4 ล้านบาท หรือหุ้นละ 0.08 บาท ตามที่เรียกร้อง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท