
ไทย อะโกร เอ็นเนอร์ยี่ขอเป็นผู้นำในธุรกิจเอทานอล
บริษัท ไทย อะโกร เอ็นเนอร์ยี่ (TAE) ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายเอทานอล หนึ่งในรายใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศ ประกาศจะเปิดให้จองซื้อหุ้นขายประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) สำหรับผู้ถือหุ้นของบริษัท ลานนารีซอร์สเซส (LANNA) ระหว่างวันที่ 2123 พ.ค.นี้ และสำหรับประชาชนทั่วไประหว่างวันที่ 2830 พ.ค.นี้ ก่อนเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค ในวันที่ 5 มิ.ย. เป็นวันแรก โดยกำหนดราคาขายที่ 2 บาทต่อหุ้น
บริษัท ไทย อะโกร เอ็นเนอร์ยี่ (TAE) ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายเอทานอล หนึ่งในรายใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศ ประกาศจะเปิดให้จองซื้อหุ้นขายประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) สำหรับผู้ถือหุ้นของบริษัท ลานนารีซอร์สเซส (LANNA) ระหว่างวันที่ 2123 พ.ค.นี้ และสำหรับประชาชนทั่วไประหว่างวันที่ 2830 พ.ค.นี้ ก่อนเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค ในวันที่ 5 มิ.ย. เป็นวันแรก โดยกำหนดราคาขายที่ 2 บาทต่อหุ้น
บริษัทจะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 200 ล้านหุ้น และ LANNA ในฐานะบริษัทแม่ถือหุ้น 75% จะนำหุ้นเดิมมาร่วมเสนอขายอีกจำนวน 96.03 ล้านหุ้น รวมเป็นหุ้นที่เสนอขายในครั้งนี้ 296.03 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) 1 บาท คิดเป็น 29.6% ของทุนชำระแล้ว
ทั้งนี้ จะจัดสรรหุ้นไม่เกิน 105 ล้านหุ้น เสนอขายให้กับผู้ถือหุ้นของ LANNA และเสนอขายให้กับประชาชนทั่วไป 191 ล้านหุ้น โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซีย ไซรัส เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้นำในการจัดจำหน่ายและรับประกันในการจำหน่าย
“สมภพ กีระสุนทรพงษ์” กรรมการผู้อำนวยการ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า ราคาไอพีโอที่ 2 บาทนั้น ถือเป็นระดับราคาที่เหมาะสมกับปัจจัยพื้นฐาน ให้ส่วนลด 27.3% จากค่าสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) เฉลี่ยของบริษัทจดทะเบียนที่มีลักษณะการประกอบธุรกิจใกล้เคียงกับ TAE ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เฉลี่ยย้อนหลัง 3 เดือน
นักวิเคราะห์ในตลาดให้ราคาที่เหมาะสมปี 2557 หุ้นนี้ที่ 2.762.90 บาท
นักวิเคราะห์ที่ให้ราคา 2.76 บาท อิง พี/อี 11 เท่า และอิงค่าเฉลี่ยในอดีตของหุ้นกลุ่มพลังงานและคาดอัตราผลตอบแทนปันผล 5.5%
นักวิเคราะห์ที่ให้ราคาเหมาะสม 2.90 บาท หรือ พี/อี และราคาต่อมูลค่าบัญชี หรือพีบีวี ที่ 12 เท่า และ 1.8 เท่า ตามลำดับ สอดคล้องค่าเฉลี่ยของผู้ประกอบการเอทานอลที่จดทะเบียนในตลาดทั่วโลก และคาดการณ์อัตราผลตอบแทนปันผลเฉลี่ยสูงถึง 7.9% ใน 3 ปีข้างหน้า
ทั้งนี้ เชื่อว่าหุ้นนี้เป็นหุ้นที่มีอัตราเติบโตสูงในกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค ที่ราคาจะสามารถปรับตัวดีกว่าตลาดได้ภายหลังการเข้าจดทะเบียน
“อนันต์ เล้าหเรณู” กรรมการบริหาร LANNA กล่าวว่า LANNA ได้เข้าลงทุนใน TAE มาตั้งแต่ปี 2546 ด้วยต้นทุน 1 บาท ทางผู้บริหารและคณะกรรมการตั้งใจให้ TAE ก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำในการผลิตเอทานอล นอกจากนี้ LANNA นำหุ้นเดิมร่วมเสนอขายด้วย 96 ล้านหุ้น ทำให้ได้รับเงินจากการขายหุ้นครั้งนี้ 192 ล้านบาท แต่บริษัทยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ภายใต้สัดส่วน 51% จากเดิม 75.75%
“สมชาย โล่ห์วิสุทธิ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TAE กล่าวว่า บริษัทนับเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายเอทานอลใช้เป็นเชื้อเพลิงเพื่อการพาณิชย์รายแรก และปัจจุบันเป็นผู้ผลิตเอทานอลอันดับ 3 ของประเทศ ด้วยกำลังการผลิต 3.6 แสนลิตรต่อวัน หรือ 10% ของกำลังการผลิตเอทานอลรวม แบ่งเป็น สายการผลิตที่ 1 จำนวน 1.6 แสนลิตรต่อวัน ผลิตด้วยกากน้ำตาล และสายการผลิตที่ 2 จำนวน 2 แสนลิตรต่อวัน ผลิตด้วยกากน้ำตาลและมันเส้น และสามารถผลิตเอทานอลที่มีความบริสุทธิ์ 99.8% สูงกว่ามาตรฐานที่กำหนด 99.5%
TAE เป็นผู้ผลิตเอทานอลสำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงที่เริ่มบุกเบิกตลาดแก๊สโซฮอล์ร่วมกับผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นบริษัท ปตท. (PTT) บริษัท บางจาก (BCP) เอสโซ่ และไทยออยล์ ทำให้รายได้ของบริษัทตลอด 3 ปี มีการเติบโตเฉลี่ยประมาณปีละ 30% และคาดว่าปีนี้ยังจะสามารถรักษาอัตราเติบโตนี้ไว้ได้
นอกจากนี้ เชื่อว่าธุรกิจผลิตเอทานอลยังสามารถเติบโตไปได้อีกมาก จากแรงสนับสนุนของมาตรการส่งเสริมการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ของภาครัฐ ซึ่งจะยกเลิกการจำหน่ายเบนซิน 91 และสนับสนุนส่งเสริมให้ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 หรือ E85 ซึ่งมีส่วนผสมของเอทานอลสูง จะเป็นปัจจัยสำคัญผลักดันให้ยอดขายของบริษัทเติบโตอย่างมั่นคง ขณะเดียวกัน บริษัทให้ความสำคัญในการบริหารต้นทุน
การระดมทุนในครั้งนี้ 400 ล้านบาท จะนำไปใช้ลงทุนก่อสร้างระบบผลิตไฟฟ้าด้วยก๊าซชีวภาพ กำลังการผลิต 3 เมกะวัตต์ สำหรับใช้ภายในโรงงานผลิตเอทานอลของบริษัทจำนวน 120 ล้านบาท จะช่วยลดต้นทุนในการผลิตของบริษัท
ปัจจุบันเรียกได้ว่าเริ่มเข้าสู่ยุคที่สามของบริษัทเป็นยุคที่อุตสาหกรรมเอทานอลมีการเติบโตและมีการแข่งขันมากขึ้น เพราะผู้ผลิตน้ำตาลก็หันมาเป็นผู้ผลิตเอทานอล เพื่อนำไปลดต้นทุนในการดำเนินงาน ประกอบกับเป็นยุคที่ภาครัฐให้การสนับสนุนเต็มที่ยกเลิกแก๊สโซฮอล์ 91 และมีนโยบายสนับสนุนให้เกิดการใช้พลังงานที่มีเอทานอลเป็นส่วนผสมที่มากขึ้นให้เกิด E20 และ E85
ขณะที่ตั้งแต่ปี 2558 จะเป็นปีแห่งการลดต้นทุน ซึ่งบริษัทจะต้องทำอย่างไรที่จะทำให้บริษัทมีต้นทุนพลังงานในการผลิตหรือการดำเนินงานที่ลดลง ไม่ว่าจะเป็น การนำพลังงานที่เหลือจากกระบวนการผลิตต่างๆ ไปใช้ในการผลิตได้ต่อ เป็นไอน้ำ แก๊ส หรือโรงไฟฟ้า ซึ่งการระดมทุนในตลาดหุ้นครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นเพื่ออนาคต เนื่องจากจะทำให้บริษัทมีเงินทุนที่แข็งแกร่ง สามารถเก็บสต๊อกวัตถุดิบได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะช่วงที่ฤดูอ้อยใกล้ปิดหีบ
ต่อจากนั้น จะเป็นยุคที่บริษัทจะเริ่มนำเอทานอลแตกไลน์การผลิตไปสู่ผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น นำเอทานอลไปเป็นสารตั้งต้นเพื่อไปผลิตผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ประเภทอื่นต่อ ซึ่งก็อยู่ในช่วงที่บริษัทกำลังศึกษาอยู่ พร้อมกันนั้น ในอนาคตบริษัทอาจจะมีการส่งออกเอทานอลไปยังตลาดต่างประเทศด้วย ซึ่งอาจจะเริ่มในประเทศเพื่อนบ้านก่อน เพราะปัจจุบันหน่วยงานราชการไทยมีนโยบายว่าจะให้เมืองไทยเป็นศูนย์กลางในการเป็นผู้ผลิตเอทานอลในอนาคต ซึ่งเบื้องต้นมีนโยบายที่จะเพิ่มพื้นที่ในการปลูกอ้อย ขณะที่ปัจจุบัน TAE ขายเอทานอลเพียงแต่ตลาดในประเทศ เพราะได้ราคาขายที่ดีกว่า เนื่องจากมีความต้องการใช้มาก
สำหรับความเสี่ยงในการลงทุนหุ้นนี้ คือ วัตถุดิบประเภทกากน้ำตาล เพราะบริษัทไม่มีโรงน้ำตาลเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ โดยบริษัทบริหารความเสี่ยงด้วยการปรับปรุงสายการผลิตให้ใช้มันเส้นเป็นวัตถุดิบ ขณะเดียวกัน ผลการดำเนินงานของบริษัทอาจผันผวนตามภาวะตลาดเอทานอลและตลาดสินค้าเกษตรประเภทมันเส้นและกากน้ำตาลที่ไม่สามารถควบคุมได้โดยตรง และมีคดีความซึ่งอาจส่งผลลบหรือบวกได้
นักวิเคราะห์รายหนึ่งประเมินกรณีแย่สุดบริษัทจะบันทึกขาดทุนพิเศษไม่เกิน 187 ล้านบาท หรือหุ้นละ 0.19 บาท และกรณีที่ดีที่สุดบริษัทจะมีกำไรพิเศษไม่เกิน 82.4 ล้านบาท หรือหุ้นละ 0.08 บาท ตามที่เรียกร้อง







