
แรงงานนอกส่งเงินกลับลด
ไตรมาสแรกออกไปทำงาน2.58หมื่นคนเจอเพื่อนบ้านภาษาดีกว่าแย่งตลาดไป
ไตรมาสแรกออกไปทำงาน2.58หมื่นคนเจอเพื่อนบ้านภาษาดีกว่าแย่งตลาดไป
แรงงานไทยไปนอกน้อยลง จับตาเงินส่งกลับประเทศในอนาคตอาจจะต่ำกว่า 1.4% ของจีดีพี
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ในปีนี้แรงงานไทยที่เดินทางออกไปทำงานในต่างประเทศอาจมีจำนวนต่ำกว่า 1.3 แสนคน ลดลงจากปีที่แล้ว ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2557 มีแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ 25,846 คน ลดลง 3.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ทั้งนี้ จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แรงงานไทยที่ออกไปทำงานในต่างประเทศมีการส่งรายได้กลับสู่ประเทศมูลค่า 88,047 ล้านบาท ปี 2556
ในขณะที่ธนาคารโลกประเมินว่า รายได้การส่งเงินกลับประเทศที่รวมแรงงานไทยและคนไทยที่พำนักในต่างประเทศมีมูลค่ารวมกันราว 170,716 ล้านบาท (5,555 ล้านเหรียญสหรัฐ) หรือคิดเป็นประมาณ 1.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในปี 2556
สำหรับการที่คนไทยออกไปทำงานในต่างประเทศลดลง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความต้องการแรงงานต่างด้าวที่ลดลงในบางประเทศ ประกอบกับแรงงานไทยมีคู่แข่งในตลาดแรงงานในต่างประเทศเพิ่มขึ้น
การลดลงของตลาดแรงงานไทยในต่างประเทศนั้น แรงงานไทยต้องเผชิญการแข่งขันจากแรงงานของประเทศเพื่อนบ้านที่มีศักยภาพใกล้เคียงกัน แต่มีค่าจ้างที่ต่ำกว่าและมีความได้เปรียบทางด้านภาษา
นอกจากนี้ อุปทานแรงงานภายในประเทศที่ตึงตัวมากขึ้น ก็เป็นปัจจัยที่เสริมให้คนไทยออกไปทำงานในต่างประเทศลดลง โดยกำลังแรงงานรุ่นใหม่มีทางเลือกมากขึ้นในการหางานที่ดีในประเทศ จึงทำให้แรงจูงใจในการออกไปทำงานในต่างประเทศน้อยลงกว่าในอดีต
อย่างไรก็ตาม การที่แรงงานไทยออกไปทำงานต่างประเทศลดลง ในแง่หนึ่งก็เป็นสิ่งที่สะท้อนชัดถึงปัญหาการขาดแคลนแรงงานภายในประเทศ เนื่องจากกำลังแรงงานใหม่ที่เข้าสู่ตลาดแรงงานมีจำนวนลดลง ทำให้หลายๆ ธุรกิจทั้งภาคการก่อสร้าง ประมง โรงงานอุตสาหกรรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการอื่นๆ จำเป็นต้องหันไปพึ่งพาการใช้แรงงานต่างด้าวเพิ่มขึ้นอย่างมาก ประกอบกับค่าจ้างภายในประเทศทยอยปรับเพิ่มขึ้น จึงเป็นผลให้กำลังแรงงานรุ่นใหม่มีทางเลือกในการหางานทำที่ได้ผลตอบแทนเพียงพอในตลาดงานภายในประเทศ
“หากเปรียบเทียบกับการไปทำงานในต่างประเทศแล้ว แม้ว่าจะได้ค่าจ้างที่สูงกว่า แต่ก็ต้องแลกกับการเป็นหนี้สินเพื่อเป็นทุนตั้งต้นให้ได้โอกาสทำงานในต่างประเทศ อีกทั้งสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ทั้งต้องเผชิญงานหนัก ต้องอยู่ในสถานที่ไม่คุ้นเคย และมีความเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวงได้ คนรุ่นใหม่จึงมีทัศนคติและแรงจูงใจที่อยากไปทำงานในต่างประเทศน้อยลงกว่าในอดีต” ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุ
อย่างไรก็ดี การเคลื่อนย้ายแรงงานไทยออกไปทำงานในต่างประเทศในอนาคตจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป จากการส่งออกแรงงานพื้นฐาน เช่น แรงงานก่อสร้าง ไปสู่การเคลื่อนย้ายแรงงานที่มีทักษะสูงขึ้น โดยประเด็นที่ต้องจับตานับจากนี้ คือทิศทางการเคลื่อนย้ายแรงงานภายหลังการรวมเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC (ASEAN Economic Community) ซึ่งอาจเป็นแรงกระตุ้นให้แรงงานวิชาชีพของไทยในบางสาขามีความสนใจออกไปทำงานในประเทศเพื่อนบ้านที่เสนอค่าจ้างและผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาดงานภายในประเทศ ซึ่งปัจจุบัน ความคืบหน้าของการเปิดเสรีด้านการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือโดยเสรี (Free Flow of Skilled Labor) ภายใต้กรอบ AEC ได้มีการลงนามข้อตกลงยอมรับร่วม หรือ MRAs (Mutual Recognition Arrangements) ครอบคลุม 8 สาขาวิชาชีพ คือ แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล วิศวกร สถาปนิก นักสำรวจ นักบัญชี และการท่องเที่ยว ขณะเดียวกัน นอกเหนือจาก 8 สาขาวิชาชีพข้างต้น แรงงานไทยที่มีทักษะยังมีโอกาสเข้าไปทำงานในสาขาอื่นๆ ในประเทศสมาชิกอาเซียนที่มีความต้องการแรงงานที่มีทักษะ อย่างเช่นสิงคโปร์ บรูไนและมาเลเซีย ซึ่งยังคงมีความต้องการแรงงานในสาขางานช่างเทคนิค (เช่น การเชื่อมโลหะ/พลาสติก ช่างไม้) งานบริการที่มีจุดขายของเอกลักษณ์ไทย (เช่น พนักงานนวดแผนไทย ผู้ประกอบอาหารและพนักงานในร้านอาหารไทย) รวมไปถึงสาขาวิชาชีพขั้นสูง เช่น บุคลากรด้านการศึกษา ธุรกิจการเงิน และบริการสุขภาพ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ทั้งประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านวางยุทธศาสตร์ในการเป็นศูนย์กลาง หรือ ฮับ ของภูมิภาคอาเซียน และอาจทำให้มีการดึงตัวบุคลากรข้ามประเทศสวนส่วนแรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน เช่นพม่าและกัมพูชา เริ่มเปลี่ยนแปลงทัศนคติหันกลับไปทำงานในประเทศของตนมากขึ้นเมื่อตลาดแรงงานภายในประเทศของตนมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วตามแนวโน้มการเข้ามาของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ทั้งนี้ หากมองเทียบเคียงจากประสบการณ์ของแรงงานไทยที่ออกไปทำงานนอกประเทศลดลง อาจมีความเป็นไปได้ว่า กระบวนการที่อุปทานแรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้านที่มาทำงานในประเทศไทยจะค่อยๆ ลดลงนี้อาจปรากฏชัดขึ้นภายในหนึ่งทศวรรษข้างหน้า ดังนั้น การเคลื่อนย้ายแรงงาน ทั้งการไหลออกของแรงงานไทยที่มีทักษะสูง และการไหลกลับของแรงงานต่างด้าว จึงเป็นความท้าทายต่อการจัดการปัญหาการขาดแคลนแรงงานของประเทศไทยในอนาคต







