
ซีพีเอฟชูระบบบำบัดน้ำเสียสร้างโรงงานสีเขียว
การบำบัดน้ำเสียในโรงงานแปรรูปอาหารของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ ซีพีเอฟ
โดย...ทีมข่าวธุรกิจติดดาว
การบำบัดน้ำเสียในโรงงานแปรรูปอาหารของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ ซีพีเอฟ เกิดจากความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยเฉพาะชุมชนรอบข้างโรงงาน ใน อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา ธุรกิจโรงงานแปรรูปเนื้อไก่ โรงงานสีเขียวที่เป็นมิตรต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ที่กล้าเปิดโรงงานครัวโลกต้อนรับผู้สนใจ โดยเฉพาะชุมชนให้เข้าชมกระบวนการบำบัดน้ำอย่างเปิดเผยและต่อเนื่อง
แค่เพียงก้าวย่างเข้าไปในโรงงาน ก็พบว่าโรงงานแห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาลเพราะเป็นโรงงานที่แปรรูปเนื้อไก่และอาหารแปรรูปครบวงจร ที่จัดส่งอาหารไปจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ และแน่นอนว่า โรงงานใหญ่โตขนาดนี้ ต้องมีการใช้พลังงานจำนวนมาก ทั้งน้ำและไฟฟ้า แต่กลับสามารถนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อภิชาติ แก้วกิ่ง รองกรรมการผู้จัดการ ธุรกิจโรงงานแปรรูปเนื้อไก่ บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) เปิดเผยถึงระบบการบำบัดน้ำเสียของโรงงานแห่งนี้ว่า เป็นระบบบำบัดน้ำเสียแบบตะกอนเร่ง (Activated Sludge : AS) ที่ทันสมัย เพื่อให้สามารถบำบัดน้ำเสียได้อย่างสมบูรณ์ แม้จะต้องใช้เงินลงทุนในการก่อสร้างระบบบำบัดชนิดนี้สูงถึง 100 ล้านบาท แต่หากคิดถึงผลที่จะได้รับในระยะยาวแล้วนับว่าคุ้มค่า
ทั้งนี้ เป็นเพราะนอกจากจะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมและบุคลากรของโรงงานแล้ว ชุมชนใกล้เคียงยังไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหามลภาวะทางอากาศ และกลิ่นเหม็นจากน้ำเสียของโรงงาน เพราะทางโรงงานได้ทำการป้องกันปัญหาดังกล่าวไว้เป็นอย่างดี โดยโรงงานแปรรูปเนื้อไก่แห่งนี้ มีกำลังการผลิตไก่สดประมาณ 900 ตันต่อวัน ไก่ปรุงสุกเดือนละ 4,000 ตัน
การนำระบบบำบัดน้ำเสียแบบตะกอนเร่งมาใช้ถือว่าคุ้มค่า ซึ่งเป็นไปตามนโนบายประหยัดพลังงานและสิ่งแวดล้อม โดยเทคโนโลยีการบำบัดน้ำเสียแบบตะกอนเร่งของโรงงานมีความจุบ่อบำบัดได้ถึง 3,000 ลูกบาศก์เมตร จำนวน 3 บ่อ ซึ่งเป็นบ่อระบบหมักไร้อากาศแบบเปิด สามารถรองรับน้ำเสียได้มากถึง 9,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน
ปัจจุบันโรงงานนำน้ำเสียเข้าระบบบำบัดวันละ 8,000 ลูกบาศก์เมตร โดยใช้จุลินทรีย์มีชีวิตที่ต้องการออกซิเจนในการดำรงชีวิต (Aerobic Bacteria) สำหรับบำบัดน้ำให้มีคุณภาพตามกฎหมายที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมกำหนด ค่า BOD หรือปริมาณออกซิเจนโดยมีจุลินทรีย์ใช้ในการสลายสารอินทรีย์ในน้ำจะต้องไม่เกิน 20 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งระบบบำบัดของโรงงานให้น้ำที่บำบัดแล้ว มีค่าปริมาณออกซิเจนเพียง 8.5 มิลลิกรัมต่อลิตร เท่ากับว่า คุณภาพน้ำที่ได้จากการบำบัดอยู่ในระดับที่ดีเหนือกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
สำหรับน้ำที่ผ่านการบำบัดในระบบ จะถูกนำเข้าสู่บ่อดินบ่อสุดท้าย ที่จะพักน้ำเอาไว้อีก 3 วัน ก่อนจะปล่อยสู่แหล่งน้ำต่อไป โดยมีขั้นตอนการตรวจคุณภาพน้ำที่เรียกว่า BOD Online ที่บริเวณหน้าทางออกของน้ำ ด้วยการตรวจค่าปริมาณออกซิเจนในน้ำ และจะส่งข้อมูลการตรวจนี้รายงานไปยังกรมโรงงานอุตสาหกรรมด้วยระบบเวลาจริงหรือที่เรียกว่า Realtime System ทำให้สามารถตรวจสอบและติดตามคุณภาพน้ำได้ทุกเวลา
นอกจากนี้ ที่บ่อสุดท้ายแห่งนี้ยังมีการเลี้ยงปลาทับทิมไว้ในกระชัง เพื่อเป็นตัวชี้วัดว่าน้ำในบ่อที่ผ่านการบำบัดอย่างมีคุณภาพแล้ว จะสะอาดเหมาะสมกับสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ และไม่สร้างมลพิษไปสู่แหล่งน้ำตามธรรมชาติแน่นอน โดยโรงงานยังมีการนำน้ำที่ผ่านระบบบำบัดน้ำเสียแล้วสูงถึง 45% ของน้ำที่บำบัดได้ทั้งหมด กลับมาใช้รดน้ำต้นไม้และสนามหญ้า และใช้ทำความสะอาดพื้นถนน บริเวณรอบโรงงาน นับเป็นการอนุรักษ์น้ำในแนวทาง Reuse ซึ่งช่วยลดการนำน้ำดิบจากแหล่งธรรมชาติมาใช้ เป็นการประหยัดทรัพยากรและช่วยบรรเทาภาวะภัยแล้งได้อีกทางหนึ่ง
จรัล เบี้ยกระโทก กำนัน ต.ท่าอ่าง อ.โชคชัย ชาวบ้านที่เข้าชมกระบวนการผลิตของโรงงานและการบำบัดน้ำเสีย กล่าวว่า คุณภาพน้ำจากโรงงานที่ปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติปลอดภัยจริงๆ เพราะชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงโรงงานก็มีการประกอบอาชีพเลี้ยงปลา และจับสัตว์น้ำ ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ น้ำและสัตว์น้ำยังมีชีวิตอยู่ตามธรรมชาติ
“เมื่อเห็นโรงงานมีการบำบัดน้ำเสียที่มีคุณภาพและได้ผลจริง ชาวบ้านก็อุ่นใจและไม่กังวลกับปัญหาน้ำเน่าเสียเหมือนในพื้นที่อื่นๆ ซึ่งในมุมมองของผู้นำท้องถิ่น หากโรงงานอุตสาหกรรมอื่นๆ ใส่ใจและบำบัดน้ำเสียอย่างเป็นระบบได้มาตรฐาน และทำอย่างจริงจังเหมือนที่โรงงานแปรรูปเนื้อไก่ครบวงจร ซีพีเอฟ ก็จะส่งผลดีต่อชุมชนและต่อสิ่งแวดล้อมด้วย”
การให้ความสำคัญกับระบบจัดการด้านสิ่งแวดล้อมนี้ เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างของธุรกิจขนาดใหญ่ที่หันมาใส่ใจทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งโรงงานแปรรูปเนื้อไก่ อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา ของซีพีเอฟ อยู่ภายใต้ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม สากล ISO 1400:2004 สอดคล้องกับนโยบายหลักของ CPF SHE Management System ซึ่งเป็นมตราฐานที่นำมาปรับใช้ในองค์กร และใส่ใจขั้นตอนการผลิตสินค้าทุกขั้นตอน ทั้งนี้ก็เพื่อความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและสังคมนั่นเอง







