
ธุรกิจคอลเซ็นเตอร์โตแรง
เดินหน้าลงทุนชิงเค้ก2,000ล้านโต20%การเมืองไม่กระทบรัฐเอกชนแห่ใช้บริการ
เดินหน้าลงทุนชิงเค้ก2,000ล้านโต20%การเมืองไม่กระทบรัฐเอกชนแห่ใช้บริการ
ธุรกิจบริการคอลเซ็นเตอร์ และให้บริการออฟฟิศ โต 20% การเมืองไม่กระทบ
นางสุกัญญา วนิชจักร์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วันทูวัน คอนแทคส์ หรือ OTO ผู้ให้บริการจัดการศูนย์ข้อมูลครบวงจร เปิดเผยว่า ภาพรวมมูลค่าตลาดธุรกิจให้บริการข้อมูลแก่ลูกค้า (เอาต์ซอร์ส คัสโตเมอร์ เซอร์วิส) และบริการด้านคอลเซ็นเตอร์ในไทยที่มีมูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท ในปีนี้คาดว่าจะเติบโต 15-20% จากปีก่อน เพราะความต้องการใช้บริการด้านข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนมีมากขึ้น รวมทั้งสถานการณ์การเมืองในประเทศที่ชัดเจน ทำให้มีหลายโครงการกลับมาลงทุนปีนี้ทั้งจากรัฐวิสาหกิจและลูกค้าจากต่างประเทศ
ขณะเดียวกันธุรกิจให้บริการด้านต่างๆ และบริการคอลเซ็นเตอร์ของประเทศไทยมีโอกาสเติบโตในระดับมากกว่า 1,000 เท่าในอนาคต เพราะสินค้าต่างๆ ในประเทศยังไม่มีการติดฉลากหมายเลขโทรศัพท์คอลเซ็นเตอร์ เพื่อให้ลูกค้าโทรศัพท์มาสอบถามเรื่องข้อมูลสินค้า แตกต่างจากต่างประเทศที่สินค้าทุกอย่างจะมีการติดฉลากหมายเลขโทรศัพท์คอลเซ็นเตอร์ให้ลูกค้าโทรศัพท์มาให้ข้อมูลเรื่องความพึงพอใจสินค้า หรือความไม่พอใจจากการใช้บริการสินค้า
พร้อมกันนี้ในปีนี้บริษัทมีแผนลงทุน 300 ล้านบาท เพื่อขยายธุรกิจด้านการให้บริการ แบ่งเป็น ลงทุนในประเทศ 150 ล้านบาท เพื่อเพิ่มระบบการให้บริการ และลงทุนด้านคลาวด์ เซอร์วิส ส่วนลงทุนต่างประเทศ 150 ล้านบาท เพื่อขยายธุรกิจในประเทศกัมพูชา และสนใจขยายธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้านของไทยทั้งประเทศ พม่า ลาว และเวียดนาม ซึ่งตลาดในประเทศเพื่อนบ้านของไทยมีการเติบโตที่ดี
นอกจากนี้ จะนำบริษัทเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ โดยจะเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรกในวันที่ 15 พ.ค.นี้ มูลค่าหุ้นละ 5.40 บาท จำนวน 80 ล้านหุ้น คาดว่าจะสามารถระดมเงินทุนเพื่อนำไปขยายธุรกิจมากกว่า 400 ล้านบาท ส่วนสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศนั้น อาจกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์พอสมควร แต่บริษัทมีผลประกอบการที่เติบโตต่อเนื่อง และมีลูกค้าหลัก ทั้งภาครัฐและเอกชนมากกว่า 50 องค์กร จึงมั่นใจจะได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน
สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทในสิ้นปี 2557 นี้คาดว่าจะมีรายได้รวม 1,000 ล้านบาท เติบโต 40% จากปีก่อน โดยสัดส่วนรายได้มาจากภาครัฐ 55% และภาคเอกชน 45% ขณะเดียวกันในอนาคต จะเพิ่มสัดส่วนรายได้จากเอกชนให้มากขึ้น ให้มีสัดส่วนรายได้ 70% และภาครัฐ 30% เนื่องจากมีการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยครั้ง ทั้งนี้ บริษัทถือเป็นผู้นำด้านเอาต์ซอร์ส คัสโตเมอร์ เซอร์วิส ของประเทศไทย







