posttoday
ปฏิรูปพลังงานลดการแทรกแซง-เลิกประชานิยม

ปฏิรูปพลังงานลดการแทรกแซง-เลิกประชานิยม

08 พฤษภาคม 2557

การปฏิรูปด้านพลังงานให้เกิดความเป็นธรรม เป็นประเด็นที่สังคมไทยถกเถียงกันมานาน แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ

โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ

การปฏิรูปด้านพลังงานให้เกิดความเป็นธรรม เป็นประเด็นที่สังคมไทยถกเถียงกันมานาน แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะการจัดสรรผลประโยชน์ด้านพลังงานมูลค่านับล้านล้านบาทต่อปี อยู่ภายใต้การชี้นำและแทรกแซงของฝ่ายการเมืองทุกยุคทุกสมัย

ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานมูลนิธิพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อมและอดีต รมว.พลังงาน ระบุในงานสัมมนาเรื่อง “พลังงานไทย ปฏิรูปอย่างไรให้ถูกทาง” ว่า ขณะนี้ภาคพลังงานไทยมีปัญหาอยู่ 4 ด้านที่ต้องแก้ไขโดยเร่งด่วนเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว

ประกอบด้วย 1.ปัจจุบันไทยพึ่งพิงการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้ามากเกินไป ในขณะที่แหล่งสำรองก๊าซธรรมชาติลดลงต่ำจนน่าเป็นห่วง หากไทยต้องพึ่งพิงการนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจีที่ต้นทุนสูงมาผลิตไฟฟ้า ก็จะกระทบกับค่าไฟฟ้าอัตโนมัติผันแปรหรือเอฟที และทำให้ค่าไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

2.ราคาพลังงานที่ถูกบิดเบือนจนเกิดปัญหาการใช้พลังงานไม่มีประสิทธิภาพ เกิดความไม่เป็นธรรมระหว่างผู้ใช้พลังงานแต่ละประเภท 3.มีการแทรกแซงจากภายนอกเข้ามาในรัฐวิสาหกิจด้านพลังงาน

และ 4.ปัญหาการออกใบอนุญาตให้แก่โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะการออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) ที่ขณะนี้มีความทับซ้อนกับการอนุญาตของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และกระบวนการอนุญาตเปิดโอกาสให้มีการแสวงหาผลประโยชน์

“ผมไม่เห็นด้วยที่จะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายเพื่อเอาใจคนในระยะสั้นแต่เสียในระยะยาว เพราะเราเห็นตัวอย่างในหลายประเทศมาแล้วว่าประชานิยมไปไม่รอด ไทยก็มีตัวอย่าง เช่น กรณีจำนำข้าวที่ก็ไปไม่รอด ชาวนาไม่ได้เงิน การปฏิรูปจะต้องไม่ใช่ประชานิยม แต่น่าเสียดายที่นักการเมืองแต่ละพรรคตอนนี้ทำแต่ประชานิยม กลุ่มที่ประท้วงรัฐบาลก็ประชานิยมสุดซอย” ปิยสวัสดิ์ กล่าว

ปิยสวัสดิ์ เสนอว่า การปฏิรูปพลังงานต้องดำเนินการใน 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.ปรับราคาพลังงานตามกลไกที่แท้จริงทั้ง เบนซิน 95 ราคาดีเซล แอลพีจีและเอ็นจีวี 2.ราคาพลังงานต้องสะท้อนการแข่งขัน อาทิ ราคาขายปลีกน้ำมันของบริษัท ปตท. ที่ปัจจุบันมีส่วนแบ่งการตลาดมากกว่าบริษัทน้ำมันรายอื่นๆ จึงทำให้ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีการรู้เห็นกันใช่หรือไม่

“ปตท.ควรลดสัดส่วนการถือหุ้นในธุรกิจสำคัญ อาทิ โรงกลั่นน้ำมันในเครือ เช่น บริษัท บางจากปิโตรเลียม บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง และควรเข้าสู่กฎหมายแข่งขันทางการค้า และควรแยกท่อก๊าซ ซึ่งมีเอกชนซึ่งเป็นบุคคลที่ 3 เข้าร่วม”

3.ลดการแทรกแซงการกำหนดนโยบายด้วยการส่งข้าราชการที่เป็นผู้กำหนดนโยบายเข้าบริหารในคณะกรรมการบริษัท และกรณีที่ข้าราชการเป็นกรรมการควรได้รับผลตอบแทนลดลง เพราะรับเงินเดือนข้าราชการอยู่แล้ว 4.แก้กฎหมายเรื่องใบอนุญาตโรงไฟฟ้าชีวมวล พลังงานทดแทนต่างๆ โดยกำหนดให้เป็นโรงงานประเภท 1 คือ ไม่ต้องขอใบอนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม และ 5.เร่งพิจารณาใบอนุญาตเรื่องการต่ออายุสัมปทานของบริษัท ปตท. และเชฟรอนในอ่าวไทยที่ใกล้หมดอายุ เพราะสำคัญต่อกิจการพลังงานของไทย

ปิยสวัสดิ์ ยังกล่าวถึงการสำรวจและขุดเจาะน้ำมันปิโตรเลียมในพื้นที่ทับซ้อนไทยกัมพูชา ว่า ปัญหาขณะนี้คือความไม่ไว้ใจของประชาชนต่อรัฐบาล ดังนั้น รัฐบาลควรตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และมีคณะกรรมการวิสามัญรัฐสภาร่วมด้วย เพื่อหาทีมเจรจาที่เป็นมืออาชีพเข้าไปเจรจากับกัมพูชาในเรื่องนี้ และการเจรจาต้องเป็นไปตามกรอบรัฐธรรมนูญ และเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส

“ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล การปฏิรูปพลังงานเป็นสิ่งที่ต้องทำ และต้องฟังความคิดเห็นทุกฝ่าย ยิ่งถ้าใช้คำพูดใส่ร้ายคนที่เห็นตรงข้ามการปฏิรูปพลังงานก็ไม่มีวันเกิดขึ้นได้จริง” ปิยสวัสดิ์ ทิ้งท้าย

ขณะที่ ทรงภพ พลจันทร์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ระบุว่า การใช้พลังงานของไทยอยู่ในระดับที่น่ากังวล โดยเฉพาะความต้องการใช้พลังงานทุกประเภทเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนมาสู่ระดับ 2 ล้านบาร์เรล เทียบเท่าน้ำมันดิบ แต่การค้นพบแหล่งปิโตรเลียมลดลง ปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติของไทยสามารถใช้ได้อีก 7 ปีเท่านั้น จึงจำเป็นต้องเปิดสัมปทาน 28 แปลง

“อยากฝากอีกเรื่อง คือ การเจรจาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนไทยกัมพูชา เพื่อให้เกิดการลงทุนสำรวจแหล่งก๊าซธรรมชาติให้เร็วที่สุด เพราะตอนนี้เรานำเข้าก๊าซแอลเอ็นจีที่ต้นทุนสูงถึง 2 เท่าเมื่อเท่าเทียบกับก๊าซจากอ่าวไทย ถ้าเราไม่ทำอะไรเลยค่าเอฟทีจะพุ่งขึ้นกว่าปัจจุบัน 2-3เท่า” ทรงภพ กล่าว

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ